วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การพูดในอาชีพสื่อมวลชน


การพูดในอาชีพสื่อมวลชน

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก


                เมื่อพูดถึงอาชีพสื่อมวลชน ในยุคปัจจุบันมีความสำคัญมาก เพราะสื่อมวลชน เป็นสื่อที่สามารถกระจายความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร จากบุคคล จากหน่วยงาน จากองค์กรไปยังประชาชนได้อย่างรวดเร็ว สื่อที่มีความสำคัญมากในปัจจุบัน มีสื่อสิ่งพิมพ์ เรามักนึกถึง สื่อจำพวก หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร จดหมายข่าว ,  สื่อกระจายเสียง วิทยุ และ สื่อที่มีทั้งภาพและเสียง โทรทัศน์ และในยุคปัจจุบันเราก็มีสื่อสมัยใหม่ โซเชียลมีเดีย  อีกด้วย

                การพูดในอาชีพสื่อมวลชน จึงมีความสัมพันธ์ มีความเกี่ยวข้องกับสื่อกระจายเสียง สื่อที่มีทั้งภาพและเสียง และสื่อสมัยใหม่  ฉะนั้น ใครที่ต้องการประกอบอาชีพในด้านสื่อมวลชน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องฝึกฝน เรียนรู้ และฝึกปฏิบัติ การพูดสำหรับการใช้สื่อเหล่านี้

                การพูดทางสื่อวิทยุกระจายเสียง การพูดออกสื่อโทรทัศน์ การพูดออกสื่อสมัยใหม่ เราสามารถฝึกฝนได้ ส่วนศิลปะในการถ่ายทอดผ่านสื่อเหล่านี้ จำเป็นจะต้องมีความแตกต่างกัน เพราะลักษณะสื่อมีความแตกต่างกัน เช่น สื่อโทรทัศน์,สื่อที่นำไปลงในอินเตอร์เน็ตบางเว๊ปไซค์ สามารถเห็นทั้งรูปทั้งเสียง กับสื่อวิทยุกระจายเสียงที่ไม่สามารถเห็นภาพได้แต่ได้ยินแต่เสียง ศิลปะในการพูดก็ต้องมีความแตกต่างกัน

                วิธีพูดทางสื่อโทรทัศน์และสื่อที่สามารถเห็นทั้งภาพและเสียง ผู้พูดจึงต้องคำนึงถึงเรื่องของใบหน้า รูปร่าง ร่างกายในการปรากฏตัวออกสื่อด้วย ผู้พูดต้องทำเหมือนกับว่ามีผู้ชมมานั่งฟังอยู่เป็นจำนวนมาก การพูดต้องมีชีวิตชีวา สายตาต้องไม่มองอย่างเลื่อยลอย ควรมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดการพูด มีใบหน้าที่แสดงความเป็นมิตร อีกทั้งผู้พูดควรมีการซ้อมการพูดไม่ควรใช้ต้นฉบับในขณะพูดมากนัก สำหรับส่วนที่มีเนื้อหาสำคัญหรือข่าวที่มีความจำเป็นต้องอ่าน ก็ควรอ่าน แต่ในยุคปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ทำงานการพูดทางโทรทัศน์หรือสื่อที่สามารถมองเห็นทั้งภาพและเสียง ได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต เรามีโปรแกรมการตัดต่อที่ทันสมัย เรามีกล้องโทรทัศน์หลายๆตัว ที่มีคุณภาพและราคาถูก

                สำหรับส่วนประกอบที่ทำให้การพูดออกสื่อโทรทัศน์หรือสื่อที่สามารถเห็นภาพและเสียง ประสบความสำเร็จ อันได้แก่ การใช้ท่าทางประกอบ ( พิธีกร 360 องศา ที่ได้แสดงท่าทางประกอบจนทำให้เป็นที่สนใจของคนดู) บุคลิกภาพและการแต่งกาย อุปกรณ์ในการประกอบการพูด การเขียนบทและการเตรียมต้นฉบับในการพูด

                ส่วนการพูดในสื่อวิทยุกระจายเสียงนั้น เราอาจจะให้ความสำคัญกับการใช้ท่าทางประกอบ บุคลิกภาพและการแต่งกาย อุปกรณ์ในการประกอบการพูด น้อยมาก เนื่องจากผู้ชมไม่สามารถมองเห็นได้ การพูดทางสื่อวิทยุ จึงให้ความสำคัญกับเรื่องของการใช้เสียงเป็นอันมาก เช่น ใครที่มีโทนเสียง น้ำเสียงที่ นุ่มนวล ชวนฟัง มักจะได้เปรียบคนที่มีโทนเสียงและน้ำเสียงที่ไม่ดี การออกเสียงและการอ่านออกเสียงเป็นเรื่องที่สำคัญสำคัญการพูดทางสื่อวิทยุ

ฉะนั้น บุคคลที่ต้องการประสบความสำเร็จในการพูดในอาชีพสื่อมวลชน จำเป็นจะต้องรู้ว่าตนเอง จะต้องนำเสนออย่างไรเพราะรูปแบบในการนำเสนอรายการก็มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในอาชีพ เพราะวิธีการนำเสนอรายการมีหลายรูปแบบ เช่น การเป็นพิธีกรหรือการดำเนินรายการ การอ่านข่าว การสัมภาษณ์ การอภิปราย การเล่าข่าว

                นอกจากนั้น การมีไหวพริบปฏิภาณ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ความมีชีวิตชีวา การออกเสียงถูกต้องชัดเจน จังหวะในการพูด รวมไปถึงความมั่นใจในการพูด ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการพูดในอาชีพสื่อมวลชนได้เช่นกัน

 

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

การใช้วาทศิลป์ขั้นสูง (ศิลปะการโต้วาที)


การใช้วาทศิลป์ขั้นสูง...(ศิลปะการโต้วาที)

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก


                การโต้วาทีถือได้ว่าเป็นการใช้วาทศิลป์ขั้นสูง ถามว่า “ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น” เพราะบุคคลที่จะโต้วาทีให้ได้ดี จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเกี่ยวกับการพูดหลายๆด้าน เช่น ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าสาธารณชน , ต้องผ่านทักษะการพูดต่อหน้าที่ชุมชนมาพอสมควร,ต้องรู้จักการสร้างโครงเรื่องในการพูด,ต้องมีศิลปะในการใช้ท่าทางและศิลปะในการใช้วาทศิลป์ เป็นต้น

                ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าสาธารณชน  ในยุคปัจจุบันมีหนังสืออยู่มากมาย ตามท้องตลาด ซึ่งภายในหนังสือจะมีทฤษฏี มีหลักการ มีคำแนะนำต่างๆ ที่ทำให้ผู้อ่าน สามารถนำไปใช้ นำไปปฏิบัติได้ ซึ่งจะพูดไปแล้ว การพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์คือเราสามารถอ่าน สามารถฟัง และเข้ารับการอบรมเพื่อให้ได้ความรู้มา ศิลป์คือ การนำเอาศาสตร์ไปประยุกต์

ฉะนั้น บุคคลที่พูดเก่ง พูดเป็น มักจะมีศิลป์หรือมีศิลปะในการนำเอาคำพูดไปใช้ได้มากกว่า ดีกว่า เก่งกว่า บุคคลที่พูดไม่เป็น พูดไม่เก่ง

ต้องผ่านทักษะการพูดต่อหน้าที่ชุมชนมาพอสมควร บุคคลที่จะโต้วาทีได้ จำเป็นต้องมีไหวพริบ ปฏิภาณในการพูด ซึ่งบุคคลที่จะมีไหวพริบ ปฏิภาณได้จำเป็นจะต้องมีการฝึกฝน การพูดต่อหน้าที่ชุมชนและการโต้วาทีบ่อยๆจะเป็นการฝึก ไหวพริบ ปฏิภาณได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้บุคคลที่จะโต้วาทีให้ได้ดี จำเป็นจะต้องมีชั่วโมงบิน หรือมีประสบการณ์ในการทางการพูดต่อหน้าที่ชุมชนอยู่บ้าง

ต้องรู้จักการสร้างโครงเรื่องในการพูด ในการโต้วาที เราต้องรู้จักการสร้างโครงเรื่อง ว่าขึ้นต้นเราจะขึ้นต้นอย่างไร ตอนกลางเราจะพูดอะไร และสรุปจบอย่างไร ถึงจะเป็นที่ประทับใจผู้ฟัง

ต้องมีศิลปะในการใช้ท่าทาง บุคคลที่มีบุคลิกภาพดีมักจะได้เปรียบบุคคลที่มีบุคลิกภาพไม่ดี นักโต้วาทีควรมีการฝึก การใช้ท่าทางประกอบการพูด เช่น การผายมือ , การชี้นิ้ว , การใช้เอกสารประกอบการพูด , การยืน ตลอดจนการใช้สีหน้า การเคลื่อนไหวต่าง เป็นต้น

ศิลปะในการใช้วาทศิลป์ การใช้คำพูด มีความสำคัญ การใช้คำพูดทำให้คนสนใจฟัง คำบางคำมีความหมายเหมือนกัน แต่ความเบา ความแรง ความสุภาพ ความเป็นกันเองต่างกัน และการใช้กับบุคคลมีความแตกต่างกัน เช่น กิน ทาน รับประทาน แดก  ดื่ม ฉันท์ ฯลฯ  

ตลอดการใช้ภาษาไทยควรให้มีความถูกต้องตามหลักภาษาไทย มีการออกเสียง ร,ล คำควบกล้ำให้ชัดเจน และควรงดเว้นคำฟุ่มเฟื่อย

ตลอดจนต้องรู้จักประเภทของการพูด ซึ่งประเภทของการพูดมี 3 ประเภทใหญ่ๆ 1.จูงใจ 2.บรรยายหรือบอกเล่า 3.บันเทิง สำหรับการพูดโต้วาทีจะอยู่ในการพูดประเภทที่ 1 คือการพูดจูงใจหรือพูดให้คล้อยตาม

เมื่อผู้พูด มีพื้นฐานข้างต้นแล้ว (ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าสาธารณชน , ต้องผ่านทักษะการพูดต่อหน้าที่ชุมชนมาพอสมควร,ต้องรู้จักการสร้างโครงเรื่องในการพูด,ต้องมีศิลปะในการใช้ท่าทางและศิลปะในการใช้วาทศิลป์) ผู้พูดคนนั้นจะมีความสามารถในการพูดโต้วาทีได้เป็นอย่างดี

 

 

วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557

การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข


การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข
 เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก


                ความเคลื่อนไหวของประชาคมสุขภาพอาเซียน สถานการณ์สุขภาพของไทย ปรากฏว่าอายุโดยเฉลี่ยของคนไทยเราเพิ่มสูงขึ้น ทั้งชายและหญิง เช่น ปี 2507 อายุชายไทยมีอายุเฉลี่ย 56 ปี หญิงมีอายุเฉลี่ย 62 ปี จนกระทั้งถึงปี 2553 ชายไทยมีอายุเฉลี่ย 70 ปี หญิงมีอายุเฉลี่ย 77 ปี (ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2554 )

                สาเหตุการตายจำแนกสาเหตุสำคัญต่อประชาการ 100,000 คน(ที่มา:สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข,2553) ไทยเรามีอัตราเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมาเป็นอันดับที่ 1 คือ ปี 2549 (83 คน ต่อประชากร 100,000 คน) ปี 2553 (91 คน ต่อประชากร 100,000 คน)  อันดับที่ 2 คือ อุบัติเหตุ ปี 2549 (59 คนต่อประชากร 100,000 คน) ปี 2553 (51 คนต่อประชากร 100,000 คน) อันดับที่ 3 โรคหัวใจ ปี 2549 (28 คนต่อประชากร 100,000 คน) ปี 2553 (28 คนต่อประชากร 100,000 คน) อันดับที่ 4 คือ โรคความดันเลือดสูงและหลอดเลือดสมอง อันดับที่ 5 คือ โรคปอดอักเสบและโรคปอดอื่นๆ อันดับที่ 6 คือโรคไตอักเสบ อันดับที่ 7 โรคเกี่ยวกับตับ อันดับที่ 8 โรคเบาหวาน อันดับที่ 9 โรคบาดเจ็บจากการฆ่าตัวตาย อันดับที่10 โรควัณโรค อันดับที่ 11 โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องจากไวรัส(เอดส์) เป็นต้น

                ปริมาณการบริโภคน้ำอัดลมต่อคนของคนไทยสูงที่สุดในอาเซียน(ที่มา BMI ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปี 2554 )ไทยเราบริโภคสูงที่สุดในอาเซียนในอัตรา 41.30 หน่วย:ลิตร/คน/ปี , ฟิลิปปินส์ ในอัตรา 31.30 หน่วย:ลิตร/คน/ปี , สิงคโปร์ ในอัตรา 26.55 หน่วย:ลิตร/คน/ปี ,มาเลเซีย ในอัตรา 17.05 หน่วย:ลิตร/คน/ปี,เวียดนาม ในอัตรา 5.31 หน่วย:ลิตร/คน/ปี และอินโดนีเซีย ในอัตรา 3.13 หน่วย:ลิตร/คน/ปี เป็นต้น

                ผลกระทบจากแรงงานข้ามชาติ ปี 2553(ข้อมูลจากสำมะโนประชากรและการเคหะ) ประชากรที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย มีประมาณ 2.7 ล้านคน (ซึ่งเท่ากับ 4.1 ของประชากรทั่วประเทศ)  มากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในกรุงเทพและภาคกลาง และร้อยละ 90 เป็นแรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน และมีการประเมินอีกว่า มีแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาผิดกฎหมายอีก 1 ล้านคน (รวมแรงงานต่างชาติโดยประมาณ 3 ล้านคน)

                สำหรับผู้ป่วยชาวต่างประเทศที่เข้ามารักษาในประเทศไทยมีมากขึ้น จึงทำให้รายได้ในส่วนนี้เพิ่มมากขึ้นทุกๆปี

                สาธารณสุข กับ อาเซียน เมื่อมีการเปิดประเทศมากขึ้น ประชากรในอาเซียนและทั่วโลก สามารถเข้าออกกันง่ายขึ้น จึงทำให้เกิดปัญหาทางด้านสาธารณสุขตามมาอย่างมากมาย เช่น นักท่องเที่ยว แรงงานต่างด้าว จะนำพาโรคภัยต่างๆเข้ามามากขึ้น การค้าขายสัตว์ พืช อาหารต่างๆ จะนำพาเชื้อโรคหรือพาหะนำโรคเข้ามามากขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่เป็นภัยต่อสุขภาพ(เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด สารเคมีอันตราย)จะเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น ประชาชนต้องเผชิญกับโรคภัยต่างๆ (โรคระบาด โรคอุบัติเหตุใหม่ โรคติดต่อทั้งเรื้อรังและไม่เรื้อรัง)

                การเปลี่ยนแปลงในด้านสาธารณสุขเมื่อเปิดอาเซียน คือ การลงทุนเสรีจะมากขึ้น จะตั้งโรงเรียน โรงพยาบาลจะง่ายขึ้น , ไทยมีโอกาสในการเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยว การบิน การสัมมนา การแสดง การบริการทางด้านการแพทย์ ปัญหาทางด้านแรงงานจะไม่ขาดแคลนเพราะแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานมากขึ้น ปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐาน เกิดปัญหาอาชญากรรมและปัญหาสังคมสูงขึ้น

                การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การเปิดประชาคมอาเซียน 31 ธันวาคม 2558

                จากปัญหาและการเปลี่ยนแปลงข้างต้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การเตรียมความพร้อม ต้องคิดในแง่ดีว่า อาเซียนคือโอกาสและสิ่งที่ท้าทาย จะทำให้เราเกิดการพัฒนาตนเองเพื่อให้ต่อสู้กับการแข่งขัน

                การเตรียมความพร้อมกำลังคนด้านสาธารณสุข ต้องมีการเร่งผลิตบุคลากรสาธารณสุขให้เพียงพอ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค อสม. เป็นต้น อีกทั้งต้องมีการสร้างเสริมสมรรถนะภาพด้านภาษาอังกฤษ เทคโนโลยี ไปพร้อมๆกัน

                สำหรับแนวโน้มในอนาคตหากมีการเปิดประชาคมอาเซียน ก็จะมีแพทย์ พยาบาล อยากที่จะมาเปิดคลินิคหรือสถาพยาบาลในประเทศไทยมากขึ้น อีกทั้งหากมีการเปิดเขาก็คงเลือกเปิดในเมืองหลวง เขาคงไม่เลือกเปิดในชนบท เช่นเปิดที่ถนนสีลม ถนนสาธร ถนนสุขุมวิท ซึ่งจะเน้นลูกค้าชาติต่างประเทศ เพราะสามารถหารายได้ได้มากกว่านั้นเอง

                การเตรียมความพร้อมในด้านระบบบริการด้านสุขภาพ ต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ คุณภาพในการทำงาน ให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้น , มีแผนงานบริการชาวต่างชาติ แรงงานต่างชาติ นักท่องเที่ยว และมีกลยุทธ์ต่างๆที่ดึงดูดการใช้บริการ

                การเตรียมพร้อมทางด้านตัวบุคคล คนทำงานสาธารณสุขต้องทำความเข้าใจประชาคมอาเซียน เปิดรับวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกในอาเซียน และปรับตัวในเรื่องของการสื่อสารทั้งการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และที่สำคัญต้องไม่มีการหยุดพักในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

                การเตรียมพร้อมระดับองค์กร หน่วยงานสาธารณสุขต้องสร้างพันธมิตร ร่วมมือภายในและภายนอกอาเซียน มีการยกระดับหลักประกันสุขภาพให้สูงขึ้น องค์กรต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ยกระดับหน่วยงานราชการให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ดังประเทศสิงคโปร์ ระบบราชการมีประสิทธิภาพอย่างมากในการทำงาน

                ท้ายนี้อยากฝาก คำพูดของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก องค์พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย

True success exists not in learning, but in its application to the benefit of mankind

หรือ ความสำเร็จที่แท้จริงมิได้อยู่ที่การเรียนรู้ หากแต่อยู่ที่การนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติ

 

 

จุดเริ่มต้นอาเซียนและเป้าหมายการพัฒนาสู่ประชาคมอาเซียน


จุดเริ่มต้นอาเซียน และเป้าหมายการพัฒนาสู่ประชาคมอาเซียน

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก


Asean ย่อมาจาก Association of  South East Asian Nations หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                จากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 21 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ได้มีการเปลี่ยนแปลงวันเปิดประชาคมอาเซียนจากวันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นวันที่  31 ธันวาคม 2558 ซึ่งวันดังกล่าวนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศไทย

                จุดกำเนิดอาเซียน ก่อตั้งโดยมีปฏิญญากรุงเทพ(Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 คนไทยที่ถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งอาเซียนคนแรกคือ ดร.ถนัด คอมันต์ สำหรับคนไทยที่ได้เป็นเลขาธิการสมาคมอาเซียนคนแรกคือ นายแผน วรรณเมธี อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

                ประเทศที่ถือว่าเป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งมี 5 ประเทศ ในปี 2510 คือ ไทย , มาเลเซีย,อินโดนีเซีย,ฟิลิปปินส์,สิงคโปร์ ต่อมาได้มีการรับสมาชิกเพิ่มเติมอีก 5 ประเทศคือ ปี 2527 ประเทศบรูไนได้เข้าร่วม,ปี 2538 ประเทศเวียดนามเข้าร่วม,ปี 2540 ประเทศลาวและประเทศพม่าได้เข้าร่วม และในปี 2542 ประเทศกัมพูชา ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียน

                ด้านวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งอาเซียนมีหลายวัตถุประสงค์ด้วยกัน เช่น การส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศสมาชิก,การธำรงสันติภาพ เสถียรภาพ ความมั่นคง,การเสริมสร้างเศรษฐกิจและความกินดีอยู่ดีของประชาชนและการพัฒนาสังคม วัฒนธรรม อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมความร่วมมือกับภายนอก องค์การระหว่างประเทศต่างๆ

                เราจะเห็นได้ว่าประเทศทั้ง 10 ประเทศมี ภาษาที่แตกต่างกัน มีวัฒนธรรม มีประเพณีที่แตกต่างกัน แต่ก็ต้องอยู่รวมกันภายใต้ Asean ซึ่งทำให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน อยู่หลายประการ เช่น ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาอาเซียน , มีการใช้คำขวัญ AEC ร่วมกันคือ One Vision , One Identity , One Community หรือ หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม , มีการกำหนดวันอาเซียนซึ่งตรงกับวันที่ 8 สิงหาคม ของทุกปี

                มีการกำหนดใช้ธงชาติและดวงตราอาเซียนร่วมกัน ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปรวงข้าวสีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาวและสีน้ำเงิน รวงข้าว 10 ต้น หมายถึง ประเทศสมาชิก 10 ประเทศ

สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง ,สีแดงหมายถึง ความกล้าหาญและความก้าวหน้า,สีขาวหมายถึง ความบริสุทธิ์และสีน้ำเงินหมายถึง สันติภาพและความมั่นคง

                ประเทศไทยเรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎบัตรอาเซียน(ASEAN CHARTER) จึงเปรียบเสมือนธรรมนูญของอาเซียน ซึ่งใช้เป็นข้อตกลงในทางการปฏิบัติร่วมกัน

                หลายคนมักตั้งคำถาม ถามกระผมว่า ทำไมถึงต้องมีการร่วมเป็นอาเซียน การร่วมตัวเป็นอาเซียนมีหลายเหตุผลด้วยกัน หนึ่งปัจจัยใหญ่ๆเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของสถานการณ์โลก เช่น ปัจจุบันกระแสโลกาภิวัตน์ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกิดการค้าเสรี เกิดการร่วมตัวทางด้านเศรษฐกิจ

เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองจากยุคสองขั้วอำนาจเหลือยุคขั้วเดียวและกำลังก้าวสู่ยุคหลายขั้ว

ภูมิภาคต่างๆมีการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียมีการเติบโตที่สูงและความยากในเรื่องการบริหารจัดการทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม อาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมของโลก

                เมื่อรวมเป็นอาเซียนแล้ว แน่นอนย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อที่มีความแตกต่างกันแต่ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ เช่น ความแตกต่างทางด้านศาสนาวัฒนธรรม ประเทศเวียดนาม,สิงคโปร์ ส่วนใหญ่มีวัฒนธรรมขงจื้อ ประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชา ส่วนใหญ่มีวัฒนธรรมพุทธ ประเทศมาเลเซีย,อินโดนีเซีย,บูรไน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและประเทศฟิลิปปินส์นับถือศาสนาคริสต์ เป็นต้น

                สำหรับ 3 เสาหลักในการอยู่ร่วมกันในประชาคมอาเซียนคือ เสาการเมืองและความมั่นคงจะเน้นเรื่องความมั่นคง เสาเศรษฐกิจจะเน้นเรื่องความมั่งคั่ง และเสาสังคม วัฒนธรรมจะเน้นเรื่องเอื้ออาทรกัน         

                เสาการเมืองและความมั่นคง มีวัตถุประสงค์คือ ช่วยส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เกิดสันติภาพและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ภายแผนงานอย่างเป็นระบบ มีกฎกติกา ความรับผิดชอบ มีปฏิสัมพันธ์กันภายในและโลกภายนอก

                เสาเศรษฐกิจ จะเน้นการสร้างสินค้า บริการ การลงทุน รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงาน

(ในเบื้องต้นมีการตกลงเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ เช่น ทันตแพทย์ แพทย์ พยาบาล วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี และการสำรวจ) เงินทุนอย่างเสรี เพิ่มการแข่งขันกับภูมิภาค สร้างจุดยืนบนเวทีการค้าโลก  อีกทั้งในอนาคตจะจัดให้มีการจัดตั้ง ASEAN Stock Exchange Board และ จัดตั้งกองทุนการเงินซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกองทุน IMF เป็นต้น

                เสาสังคมและวัฒนธรรม มีจุดประสงค์คือ มุ่งหวังให้ประชาชนในอาเซียนอยู่ดีกินดี ปราศจากโรคภัย มีสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นสังคมที่มีลักษณะเอื้ออาทร แบ่งปัน และมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

โดยมีแผนงานคือมีความร่วมมือกัน 6 ด้านในประเทศอาเซียน คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การคุ้มครอง สวัสดิการสังคม ความยุติธรรมและสิทธิ การสร้างอัตลักษณ์อาเซียนและการลดช่องว่างทางการพัฒนา ร่วมกันเป็นต้น

                แล้วประเทศไทยเราพร้อมหรือยังในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่าไทยเรารู้จักธงอาเซียนและการก่อตั้งอาเซียนเมื่อใด มาเป็นอันดับสุดท้ายคืออันดับ 10 และ อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับอาเซียนมากเพียงใดมาเป็นอันดับ 7

                ทั้งนี้ สิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการเข้าร่วมอาเซียน ซึ่งทุกเวที ทุกหน่วยงานที่จัดการอบรมสัมมนา พูดถึงเมื่อกันว่า เรื่องที่ควรพัฒนาเป็นอันดับแรกๆ คือเรื่องของการใช้ภาษาอาเซียนคือการใช้ภาษาอังกฤษนั้นเอง