วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สูตรความสำเร็จของนักขาย

สูตรความสำเร็จของนักขาย
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                นักขายที่ประสบความสำเร็จมักขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น
1.บริหารเวลาเป็น นักขายที่ประสบความสำเร็จมักเป็นผู้ที่รู้จักคุณค่าของเวลา รู้จักวางแผน มีวินัยในการทำงาน ใช้เวลาทุกวินาทีให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
2.มีเป้าหมาย นักขายที่ประสบความสำเร็จจะต้องเป็นนักขายที่ต้องรู้จักตั้งเป้าหมาย อาจเป็นตัวเลขการขายภายใน 1 ปี แล้วแบ่งแยกย่อยว่าภายใน 1 เดือน จะต้องมียอดขายเท่าไร การมีเป้าหมายจะทำให้นักขายมุ่งมั่นพากเพียรที่จะทำตามเป้าหมาย
3.เป็นนักคิด นักขายที่ประสบความสำเร็จมักเป็นนักคิด คิดในการวางแผน คิดในการแก้ไขปัญหา คิดสร้างสรรค์วิธีการขายแปลกๆใหม่ๆ คิดเพื่อทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้น
4.มีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี ในการไปพบปะลูกค้า นักขายมืออาชีพ มักมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี เตรียมอุปกรณ์ในการสาธิต เตรียมสินค้าที่จะนำไปสาธิต เตรียมกระเป๋า  เตรียมใบสมัคร เตรียมใบเสร็จรับเงิน ตลอดจนเตรียมปากกา ดินสอ ที่จะใช้ในการทำงานขาย
5.ทำงานเป็นมืออาชีพ นักขายที่ประสบความสำเร็จ จะต้องรู้จักวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า วิเคราะห์สินค้าว่าสินค้าชนิดไหนมีความเหมาะสมกับลูกค้ามากที่สุด รู้จักที่จะทำการเปิดการขาย รู้จักวิธีการปิดการขาย อีกทั้งควรมีการแต่งกายให้เหมาะสม สะอาด สุภาพ ให้ถูกกับกาลเทศะ
6.มีการพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง นักขายที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีการพัฒนาตนเองตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพูด บุคลิกภาพ การแต่งกาย ความสะอาด การแสวงหาความรู้อยู่เสมอ
7.ใช้คนเป็น เมื่อนักขายไต่เต้าจนขึ้นมาเป็นระดับผู้บริหารแล้ว มักจะต้องมีลูกทีม การรู้จักบริหารลูกทีม การบริหารบุคคลจึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ การรู้จักใช้คนให้ตรงกับงาน การกระจายงาน การสั่งงาน การมอบหมายงาน เป็นสิ่งที่ต้องควรทำในการเป็นผู้บริหารการขาย
8.มีความรับผิดชอบ ไม่ว่า ต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อบริษัท ต่อเพื่อนร่วมงาน ความรับผิดชอบจะทำให้ผู้คนเกิดความศรัทธา อย่างที่จะร่วมงานด้วย อีกทั้งลูกค้าก็อยากที่จะให้ความช่วยเหลือ
                 ปัจจัยข้างต้นนี้ หากมีในนักขายท่านใด กระผมเชื่อแน่ว่านักขายท่านนั้นจะประสบความสำเร็จในอาชีพการขายอย่างแน่นอน

ยิ่งอ่านมาก...ยิ่งสำเร็จ....

ยิ่งอ่านมาก...ยิ่งสำเร็จ...
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                การอ่านหนังสือมีประโยชน์หลายอย่าง  บุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นนักอ่าน จากการสังเกตโลกตะวันออกของเราเจริญเติบโตล้าหลังกว่าโลกตะวันตกก็เนื่องมาจากสาเหตุหนึ่งคือ คนส่วนใหญ่ไม่นิยมอ่านหนังสือ
                หากท่านต้องการประสบความสำเร็จ ท่านคงต้องรีบอ่านหนังสือให้มากขึ้น ท่านลองคิดง่ายๆว่า คนๆหนึ่งอ่านหนังสือปีละ 1 เล่ม แต่อีกคนหนึ่งอ่านหนังสือปีละ 100 เล่ม เวลาผ่านไป 10 ปี บุคคลทั้งสองจะมีความรู้ที่แตกต่างกันสักเพียงใด
                สำหรับสังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบฟัง ชอบพูด มากกว่าชอบอ่าน ชอบเขียน เคยมีการทำวิจัยได้ผลออกมาว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 12 บรรทัด เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมากๆเมื่อเทียบกับประเทศที่เขาเจริญแล้ว
                สำหรับคนอ่านหนังสือมาก ผมไม่ได้หมายถึงว่าจะประสบความสำเร็จทุกคน แต่คนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นนักอ่าน เพราะการอ่านจะทำให้เรา ได้รับข้อมูลใหม่ๆ ข่าวสารใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ ดังนั้นจึงมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนที่อ่านน้อยกว่า  อีกทั้งการอ่านหนังสือมากๆ ยังเป็นการช่วยให้เกิดการย้ำความคิดบ่อยๆ เมื่อย้ำความคิดบ่อยๆ ความคิดนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นการกระทำเขาจึงประสบความสำเร็จ
                การอ่านหนังสือมีประโยชน์มากมาย เช่น ทำให้ผู้อ่านเป็นคนรอบรู้ , ทำให้เป็นคนทันโลก ทันสมัย ทันเหตุการณ์ , ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน มีความสุข , ช่วยในการสร้างสมาธิ  ,  เมื่ออ่านหนังสือมากๆจะทำให้เกิดมีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้ดีกว่าคนไม่อ่านหนังสือ อีกทั้งทำให้มีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา
                การเลือกอ่านหนังสือก็มีความสำคัญมาก เพราะหนังสือมีอยู่หลายประเภท การเลือกหนังสือจึงเหมือนกับการเลือกคบเพื่อน คนไทยส่วนใหญ่มักชอบอ่านหนังสือประเภท หาสาระไม่ค่อยได้ เช่น นิตยสารที่เกี่ยวกับ ดารา แฟชั่น  เครื่องแต่งกาย  ฯลฯ แทนที่จะอ่านหนังสือที่เสริมสร้างภูมิปัญญา เสริมสร้างความคิด ให้มากขึ้น
                การอ่านหนังสือยังเป็นทางลัดที่นำพาเราไปสู่ความสำเร็จ เคยมีคำกล่าวว่า “ คนธรรมดามักเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง แต่คนฉลาดมักเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น ” ซึ่งการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นสามารถเรียนรู้ได้หลายทาง เช่น จากการฟัง จากการสัมภาษณ์ และจากการอ่าน
                หนังสือสามารถเปลี่ยนชีวิต หากท่านผู้อ่านได้มีโอกาสอ่านประวัติบุคคลสำคัญของโลกหรือของประเทศ เราจะเห็นได้ว่า หนังสือเพียงแค่เล่มเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ เช่น คุณสมคิด ลวางกูล ได้มีโอกาสอ่านหนังสือของเดล คาร์เนกี้ ถึงกับประทับใจแล้วนำข้อแนะนำภายในหนังสือไปปฏิบัติในที่สุด เขายกระดับตัวเองจากเด็กวัดสู่ระดับเศรษฐีได้
                ฉะนั้นการอ่านหนังสือจึงเป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความสำเร็จ หากท่านอ่านหนังสือมากขึ้น ท่านก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเช่นกัน  
      

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กุศโลบายในการทำงาน







ท่านสามารถติดตามได้เพิ่มเติมที่ http://www.drsuthichai.com/

การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าทำงาน







ท่านสามารถติดตามได้เพิ่มเติมที่ http://www.drsuthichai.com/

หลักการทำงาน









ท่านสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://www.drsuthichai.com/

จงรักในงานที่ท่านทำ จงทำในงานที่่ท่านรัก










ท่านสามารถติดตามได้เพิ่มเติมที่ http://www.drsuthichai.com/

ทำงานอย่างไรให้มีความสุข









ท่านสามารถติดตามได้เพิ่มเติมที่ http://www.drsuthichai.com/

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เทคนิคการบริหารเวลา

เทคนิคการจัดการด้านเวลา
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คนเรามีเวลา  24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่คนเราใช้เวลาไม่เหมือนกัน คนที่ฉลาดมักมีการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ในการจัดการด้านเวลา จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นต่อผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จ จะต้องเรียนรู้  อีกทั้งต้องนำไปปฏิบัติ  สำหรับเทคนิคในการจัดการด้านเวลาที่ดีมีดังนี้
                1.ต้องมีการวางแผน คนใช้เวลาเป็น มักเป็นคนที่มีการวางแผนในการทำงานหรือมีการวางแผนในการดำเนินชีวิต ว่าวันพรุ่งนี้จะทำอะไร วันมะรืนนี้จะทำอะไร วันมะเรื่องนี้จะทำอะไร สัปดาห์หน้าจะทำอะไร เดือนหน้าจะทำอะไร ปีหน้าจะทำอะไร ห้าปีข้างหน้าตนเองต้องการอะไร เป็นต้น  สำหรับคนที่วางแผนเป็นมีงานวิจัยกล่าวว่า หากใช้เวลาวางแผนเพียง 8-10 นาที จะทำให้ประหยัดเวลาไปถึง 1-2 ชั่วโมง ดังนั้น หากท่านต้องการจัดการด้านเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านควรเริ่มวางแผนการใช้ชีวิตได้ตั้งแต่บัดนี้
                2.ต้องมีเครื่องมือ คนใช้เวลาเป็น มักมีเครื่องมือในการบริหารเวลา ซึ่งเครื่องมือในปัจจุบันมีมากมายกว่าในอดีต เช่น ไดอารี่ , ปฏิทิน , โทรศัพท์มือถือสมัยใหม่ , คอมพิวเตอร์ ,  ใบงานต่างๆที่ผู้อ่านสามารถออกแบบด้วยตนเองตามความเหมาะสมของตนเอง ฯลฯ
                3.การจัดลำดับงานมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากในการบริหารเวลา เราสามารถแบ่งงานออกเป็น งานสำคัญ(สำคัญและไม่สำคัญ)และ งานเร่งด่วน(เร่งด่วน,ไม่เร่งด่วน)
                ช่องที่ 1 งานเร่งด่วนและงานสำคัญ เป็นงานที่ต้องทำให้เสร็จเดี๋ยวนี้  เป็นวันสุดท้าย ไม่ทำไม่ได้เพราะจะมีปัญหา หรือ งานประชุมที่มีการเร่งด่วน เช่น เจ้านายให้ทำงานสำคัญส่งในวันพรุ่งนี้เช้าก่อน 8 โมง
                ช่องที่ 2 งานสำคัญและไม่เร่งด่วน ต้องมีการวางแผน ต้องมีการเตรียมตัว การดูแลสุขภาพร่างกาย จิตใจ เช่น การตรวจสุขภาพทุกปี ,  การเก็บออมเงิน เป็นต้น ในช่วงนี้พวกเรามักจะผัดผ่อนไปเรื่อยๆ
                ช่องที่ 3  งานไม่สำคัญและเร่งด่วน คือ สิ่งที่ขัดจังหวะ สิ่งที่ไม่ทำก็ไม่กระทบมาก  เช่นการรวบรวมรายชื่อคนเล่นกีฬาฟุตบอลหรือรวบรวมรายชื่อคนบริจาคเงิน ให้แก่เจ้านายพรุ่งนี้เช้า
                ช่องที่ 4 งานไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน สิ่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับงานไม่จำเป็น  เช่น การช่วยเพื่อนหาเอกสาร , การทำความสะอาดห้องทำงาน เป็นต้น
ซึ่งคนส่วนใหญ่มักใช้เวลาไปกับช่องที่ 3 เป็นอันมาก ตรงข้ามกับคนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องของการบริหารเวลามักใช้เวลาอยู่กับช่องที่ 2
                4.เป้าหมายกับการจัดการเวลา เช่น เป้าหมายระยะสั้น เป้าหมายระยะกลางและเป้าหมายระยะยาว ต้องทำให้สอดคล้องกับการใช้เวลา เช่น เป้าหมายระยะสั้นภายใน 1 ปี เราจะทำอะไร , เป้าหมายระยะกลาง 1-5 ปี เราต้องการอะไร และเป้าหมายระยะยาว 6-10 ปี เราต้องการอะไร (ซึ่งระยะเวลาของเป้าหมายของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน)
5.ฝึกให้เป็นนิสัย คนที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากว่าเราอ่านแล้ว เรียนรู้แล้ว แต่ไม่ได้นำเอาไปปฏิบัติ ทุกสิ่งที่อ่านมาก็มักจะไม่เกิด การฝึกเป็นนิสัย ควรฝึกทุกๆวัน ให้เป็นนิสัยอย่างน้อย 21 วัน ติดต่อกันแล้ววันที่ 22 ท่านจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวท่าน
                ดังนั้น การจัดการเวลาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับบุคคลที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนา และที่สำคัญต้องนำไปปฏิบัติ จึงจะประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต