วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

ฝึกทักษะการเขียน

การฝึกทักษะการเขียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                การฝึกการเขียนก็เหมือนกับการฝึกทักษะอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การว่ายน้ำ การวิ่ง การเล่นฟุตบอล การพูดต่อหน้าที่ชุมชน ฯลฯ
                การจะฝึกการเขียนได้นั้น ก็ต่อเมื่อคุณนั่งแล้วลงมือเขียน เขียน เขียน มากกว่าการที่คุณจะมัวแต่นั่งอ่าน อ่าน อ่าน ถึงแม้หนังสือที่คุณอ่านนั้นจะเป็นหนังสือที่สอนให้คุณเป็นนักเขียนก็ตาม หนังสือเหล่านั้นอาจจะช่วยเพียงแต่บอกเทคนิค วิธีการ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ คุณต้องนั่งเขียน เขียนและเขียน นั้นเอง
                คุณต้องนั่งเขียนทุกๆวัน  หากเป็นไปได้ คุณควรฝึกการเขียนในรูปแบบต่างๆ เช่น ฝึกเขียนโดยไม่หยุดไม่ต่ำกว่าระหว่าง 3-7  นาที การเขียนแบบไม่หยุดจะทำให้ใช้สมอง ความคิดและมือทำงานอย่างเต็มที่
และในยุคปัจจุบัน หากคุณยังไม่สามารถพิมพ์งานเขียนด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ คุณก็จงฝึกเสีย หากเป็นไปได้คุณต้องฝึกพิมพ์แบบสัมผัสได้ด้วย ก็จะทำให้คุณสามารถทำงานได้ไวยิ่งขึ้น ดังนั้น จงหาโปรแกรมเกี่ยวกับการฝึกพิมพ์แบบสัมผัสซึ่งมีขายในท้องตลาดราคาถูก เพราะมันจะทำให้คุณสามารถใช้หรือเป็นเครื่องมือช่วยคุณตลอดชีวิตของการเป็นนักเขียน
                หากว่าคุณ คิด พิมพ์แบบสัมผัสได้ไว หากคุณพิมพ์โดยไม่หยุดวันละ 3-7 นาที คุณก็จะได้งานเขียนวันละ 5-15 บรรทัด ถ้าคุณทำทุกวันติดต่อกัน 1 เดือน คุณก็จะได้งานเขียน 150-450 บรรทัด และถ้าหากว่าคุณทำทุกวันติดต่อกัน 1 ปี หรือ  365  วัน  คุณก็จะได้งานเขียนถึง 1,825-5,475 บรรทัด สรุป ว่าหากคุณทำทุกวันติดต่อกันหนึ่งปี คุณจะได้หนังสือเล่มโต 1 เล่ม เลยทีเดียว
การเขียนเรื่องยากให้อ่านง่าย เป็นหัวใจของการเป็นนักเขียน ซึ่ง บุคคลนั้นต้อง เป็นคนที่สามารถเลือกใช้คำได้เก่ง เลือกคำให้เห็นเป็นภาพ ซึ่งเราสามารถฝึกโดยการเขียนเพื่ออธิบายภาพ การตอบคำถามแบบไหนเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน
 ระยะทางหมื่นลี้ ย่อมเริ่มต้นจากก้าวแรก การฝึกการเขียนเป็นเรื่องลำบากใจไม่ใช่น้อยในการเริ่มต้น มันเหมือนกับการยกของหนัก ซึ่งต้องออกแรงมาก แต่เมื่อเราออกแรงจนยกของนั้นได้สำเร็จแล้ว ถ้าหากเราจะยกของชิ้นนั้นอีกรอบ หรือหลายรอบเราก็สามารถยกได้ใหม่ ฉะนั้น คนที่ต้องการฝึกเป็นนักเขียนจึงต้องออกแรงไม่ว่า การให้เวลากับมัน การใช้ความคิด การอ่านหนังสือ การฝึกเขียน ให้มากๆในช่วงแรกๆ
พรสวรรค์หรือพรแสวง ผมเองเกิดมาก็ไม่ได้เขียนได้มาตั้งแต่เกิด แต่มาหัดเขียนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง ดังนั้นในส่วนตัวกระผม เชื่อว่า การเป็นนักเขียนท่านสามารถสร้างขึ้นมาได้ โดยการฝึกฝน การศึกษา อบรม เรียนรู้และพัฒนางานเขียนของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง งานเขียนของท่านจึงจะก้าวหน้า
จงตั้งหัวข้อที่ท่านมีความถนัดแล้วเริ่มเขียน เขียน และเขียน หัวข้อละ 1 กระดาษ A4 อย่ามัวแต่คิดแต่ไม่ทำ หากเป็นไปได้จงเขียนเรื่องเกี่ยวกับ แรงบันดาลใจ เรื่องที่มันสร้างสรรค์และเรื่องที่สามารถเปลี่ยนทิศทางสังคมให้ไปในทางที่ดีขึ้น
สุดท้ายเรื่องที่สำคัญที่อยากจะฝากท่านผู้อ่านที่อยากจะฝึกหัดทักษะด้านการเขียน จงอย่ากลัวที่จะล้มเหลว เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จทุกคนและส่วนใหญ่มักจะได้รับ เช่นนักเขียนในอดีตหลายๆคน นำผลงานการเขียนของตนเองไปเสนอสำนักพิมพ์ แต่ก็ถูกปฏิเสธ บางคนถูกต่อว่า ว่างานเขียนออกมาไม่ดี แต่ในที่สุดหากว่าท่านไม่ยอมแพ้ ท่านก็จะได้รับชัยชนะ




วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

สู่ประชาคมอาเซียน

ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ประชาคมอาเซียน คือ ASEAN COMMUNITY เป็นการรวมตัวกันภายในประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นชุมชนที่มีความแข็งแกร่ง ทั้งทางด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและภัยคุกคามรูปแบบใหม่
เราต้องยอมรับว่า โลกในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกัน และประเทศต่างๆก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จาก เรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองจากประเทศอื่นๆ
                ประเทศไทยเราเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเช่น ทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยเราส่งออกสินค้าต่างๆออกนอกประเทศ การลดภาษีนำเข้าต่างๆ เป็นสิ่งหนึ่งที่มีผลกระทบโดยตรง แต่การลดภาษีก็มีข้อดีกล่าวคือ ทำให้ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี
                การรวมตัวกันเป็นกลุ่มอาเซียนทำให้เกิดอำนาจต่อรองทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งหากรวมตัวกันแล้ว เศรษฐกิจของประเทศ ASEAN จะคิดเป็น 3%  ของ GDP โลก ซึ่งก็นับว่ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับ สหรัฐอเมริกา ที่คิดเป็น 27 %  ยุโรป คิดเป็น 19% จีน 9% อินเดีย 3% เป็นต้น
                การรวมตัวเป็นกลุ่มอาเซียนประเทศไทยเราเป็นประเทศเริ่มคิดในการร่วมกลุ่มเป็น ASEAN โดยการทำการก่อตั้งขึ้นโดยทำปฏิญญากรุงเทพฯ ซึ่งมีประเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ประชาชนคนไทยในปัจจุบันมีความสนใจในเรื่องอาเซียนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน  และภายหลังมีประเทศ ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชาและบรูไน มาเพิ่มเติมภายหลัง
                อาเซียน สู่การเป็น ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งมีการกำหนดให้มีการสร้างประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ไทยเรามอบให้กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ดูแล) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดูแล)และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน(กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ดูแล) ซึ่งความจริงแล้วประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ตกลงว่าจะจัดตั้งประชาคมอาเซียนในปี 2563 แต่ผู้นำในกลุ่มอาเซียนได้ตกลงจัดตั้งให้เร็วยิ่งขึ้น ในปี 2558  ถึงแม้จะประสบปัญหาหลายอย่างก็ตาม เช่น อาเซียนกับปัญหาพม่า เราต้องยอมรับว่า ปัญหาพม่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานโดยเฉพาะเรื่องของการเมืองภายในประเทศ ตัวอย่างเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเผด็จการทหารพม่ากับพรรค NLD ของนางอองซาน ซูจี จนเกิดการนองเลือดในเดือนพฤษภาคม 2003 ทำให้เกิดแรงกดดันจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐ เป็นต้น
                สาเหตุที่ต้องรีบจัดตั้ง เนื่องจาก ประเทศจีนและประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่ได้รับความสนใจจากชาวต่างประเทศที่เข้าไปลงทุน ทำให้ต้องมีการรีบจัดตั้งให้ไวยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สมาชิกในอาเซียนต้องมีข้อตกลงกัน ทำกฎบัตรอาเซียน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2007 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเนื้อหาของกฏบัตรอาเซียนประกอบด้วย เป้าหมาย หลักการ โครงสร้างองค์กร กระบวนการตัดสินใจ กลไกระงับข้อพิพาท กฎหมาย เอกสิทธิและความคุ้มกัน
                ด้านผลกระทบทางด้านการตลาดและฐานการผลิตร่วม คือ การเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรี,การเคลื่อนย้ายบริการอย่างเสรี,การเคลื่อนย้ายการลงทุนอย่างเสรีมากขึ้น,การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้นและการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี(พยาบาล,บัญชี,วิศวกรรม,สถาปัตยกรรม,การสำรวจ,แพทย์และ ทันตแพทย์ สำหรับการออกใบอนุญาตงต้องมีองค์กรที่อยู่ตรงกลางคอยออกกฏระเบียบเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพภายในกลุ่มอาเซียน)
                สำหรับผลประโยชน์ในการรวมกลุ่มมีมากมายเช่น ตลาดใหญ่ขึ้น , มีการลงทุนมากขึ้นซึ่งมีประโยชน์ต่อธุรกิจ SME  ทำให้มีการจ้างงานมากขึ้น ,  ทำให้รายได้ต่อหัวของประชาชนในกลุ่มอาเซียนเพิ่มขึ้น ,การจัดการด้านแรงงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น,ทำให้ตลาดผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น, ทำให้ภูมิภาคในอาเซียนมีความดึงดูด การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจง่ายขึ้น ฯลฯ
                ท้ายนี้ กระผมขอฝากแง่คิดของ Strobe Talbott  ที่ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องโลกาภิวัตน์ว่า “โลกาภิวัตน์โดยตัวของมันเองมิได้เป็นปรากฏการณ์ทั้งในทางลบหรือในทางบวก แต่มันเป็นสภาพความเป็นจริงของโลกสมัยใหม่...ฉะนั้นประเด็นจึงมิใช่อยู่ที่ว่าเราควรจะสนับสนุนหรือต่อต้านโลกาภิวัตน์ แต่อยู่ที่ว่าเราควรจะสนองตอบสภาพความจริงนี้อย่างไรและเราควรจัดการกับโลกาภิวัตน์และผลกระทบของมันอย่างไรมากกว่า”        



วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

5 ส. สร้างสุขในการทำงาน

5 ส. สร้างสุขในการทำงาน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                -ในช่วงชีวิตของคนเราทุกคน ช่วงเวลาในการทำงานถือว่าเป็นช่วงที่ยาวนานที่สุด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30-50 ปี ทั้งนี้แล้วแต่บุคคล ดังนั้น การทำงานจะมีความสุขหรือมีความทุกข์ทรมานในการทำงาน เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ ในวันนี้กระผมมีเทคนิค 5 ส. มาฝากกัน
                ส.ที่ 1 สดใส การทำงานในทุกๆวัน เราควรทำตัวเองให้ สดใส สดชื่น แจ่มใส มองโลกในแง่ดีหรือประโยชน์ที่ได้รับจากงาน การเริ่มต้นทำงานในทุกๆ เช้า ควรเริ่มต้นด้วย จิตใจที่เบิกบาน ตื่นตัวในการทำงานตลอดเวลา  เมื่อเกิดความเครียดก็ควรพักผ่อน นั่งสมาธิ ออกกำลังกายเพื่อให้เกิดความสดใสในการทำงาน
                ส.ที่ 2 สัมพันธ์  เราต้องยอมรับว่าในการทำงานทุกๆวัน ในองค์กรหรือนอกองค์กร เราต้องทำงานกับผู้คน การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน จึงเป็นสิ่งที่ควรยึดถือปฏิบัติ เพราะคนเราหากมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก็จะทำให้เกิดความร่วมมือกันในการทำงาน สำหรับการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน เราควรฝึกฝนและสร้างมนุษย์สัมพันธ์ในที่ทำงาน เช่น การจำชื่อบุคคลต่างๆ ทั้งในองค์กรและนอกองค์กรให้ได้  พยายามเรียกชื่อเขาให้ถูกต้อง เพราะคนเราโดยมากมักสนใจ พึงใจในชื่อของตนเอง , รู้จักยกย่องผู้อื่น เพราะคนเราชอบคนที่ใช้คำพูดสรรเสริญ ชมเชยตนเองมากกว่าคนที่ชอบนินทา , พยายามเป็นนักฟังที่ดี คนเรามักชอบคนที่ตั้งใจฟังตนเองมากกว่า พูดขัดคอ และจะให้ดีควรพูดหรือพยายามสนทนาในเรื่องที่คู่สนทนาให้ความสนใจ เป็นต้น
                ส.ที่ 3 สื่อสาร การทำงานร่วมกันของคนเรา การสื่อสารเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ ไม่ว่า การสื่อสารด้วยคำพูด การเขียน ดังนั้น เราควรฝึกฝนและระมัดระวังเรื่องของการ คำพูด การสื่อสาร เช่น เราควรใช้คำพูดที่สร้างสรรค์มากกว่าการใช้คำพูดที่ทำลายกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ สร้างบรรยากาศในการทำงาน เช่น ใช้คำว่า “ สวัสดี” เมื่อต้องการทักทายกัน ใช้คำว่า “ ขอโทษ” หากว่าเราทำผิด ใช้คำว่า “ ขอบคุณ” เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น
                ส.ที่ 4 สนใจงาน การที่คนเราจะมีความก้าวหน้าในการทำงาน ความสนใจงาน การรู้จักเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการสนใจงาน จะทำให้เราเกิดสมาธิ เกิดความมุ่งมั่น เกิดการเอาใจใส่ในงานที่ตนเองทำ  เมื่อเกิดความสนใจในงานที่ทำ รู้จักเรียนรู้ รู้จักลำดับความสำคัญของงานก่อนหลัง และพัฒนาตนเองแล้ว ก็จะเกิดความก้าวหน้าในการทำงาน  อีกทั้งการสนใจในงานที่ทำจะทำให้เราพร้อมที่จะทำการสำรวจและประเมินตนเองอยู่ตลอดเวลา  ว่าเรามีจุดอ่อนจุดแข็งอะไร ควรปรับปรุงแก้ไขตนเองในด้านใดบ้าง
                ส.ที่ 5 สุขใจ ดังที่ได้กล่าวไว้แต่ตอนต้นแล้วว่า ช่วงเวลาของคนเรา ช่วงเวลาในการทำงานถือว่ายาวนานที่สุด ฉะนั้น เราต้องทำงานที่เรารัก เราต้องทำงานที่เราชอบ เราจึงจะเกิดความสุขใจ แต่หากว่าเราไม่สามารถทำงานที่เรารักได้ เราก็ควรปรับตัวให้ รักในงานที่เราทำในปัจจุบัน เราก็จะเกิดความสุขใจ สบายใจในการทำงาน
                สุดท้ายนี้ การสร้างความสุขในการทำงานยังมีปัจจัยต่างๆ ประกอบด้วย เช่น การสร้างบรรยากาศในห้องทำงาน โต๊ะ เก้าอี้ แฟ้มเอกสาร หนังสือ อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน ควรเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อีกทั้ง หลักการในการทำงานที่ดี ไม่ใช่การทำงานหนัก แต่ควรทำงานอย่างสม่ำเสมอ เพราะบางคนทำงานหนักเพียงแค่วันสองวัน แล้วหยุดยาว ตรงกันข้าม การทำงานอย่างสม่ำเสมอ จะได้ผลงานที่มากกว่า
และสิ่งที่สำคัญ ควรแบ่งเวลาหรือบริหารเวลาให้เกิดความสมดุลขึ้นในการดำรงชีวิต เช่น เวลาสำหรับครอบครัวเวลาสำหรับการพักผ่อน  เวลาสำหรับการทำงานอดิเรก เวลาสำหรับการเข้าสังคม เป็นต้น