วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

กฏ 80/20

กฎ 80/20
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
“ หากคัดเอาพนักงานที่มีบทบาทสำคัญที่สุดออกเสีย 20 คนแล้ว ผมบอกได้เลยว่าเราจะกลายเป็นบริษัทที่หมดอนาคตไปในทันที ”  บิล เกตส์ ประธานบริษัทไมโครซอฟท์
                กฎ 80/20 มีคนพูดถึงกันมากในปัจจุบัน ซึ่ง วิลเฟรโด  ปาเรโต้ นักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมวิทยาชาวอิตาเลียน เป็นคิดค้นขึ้นมาในปี ค.ศ.1897 ซึ่งเขาค้นพบรูปแบบของการกระจายรายได้ ความร่ำรวย ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ช่วงเวลาไหน เงินจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์หลั่งไหลไปยังคนร่ำรวยกลุ่มน้อยสุดที่มีเพียงไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ และยังได้ค้นพบอีกว่า ผลประโยชน์หรือผลงานที่ดี 80 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากงานที่สำคัญเพียง 20 เปอร์เซ็นต์จากงานทั้งหมด เขาจึงสรุปว่า อัตราส่วนนี้สามารถใช้กับทุกเรื่องในโลกนี้ได้ด้วยเช่นกัน
                ตัวอย่างเช่น
-   กฎ 80/20  สามารถเพิ่มยอดขายได้ หากว่าท่านเป็นนักขายมีลูกค้า 100 คน จะมีลูกค้าไม่เกิน 20 คน ที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สามารถสั่งซื้อสินค้าของคุณถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด ส่วนลูกค้ารายเล็กๆ 80 เปอร์เซ็นต์ มักสั่งซื้อสินค้ารวมกันแล้วไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์
                -  กฎ 80/20 สามารถมองให้ได้จากงานสัมมนา งานอภิปรายในเวทีใหญ่ๆ เราจะเห็นว่า เวลาเปิดเวทีให้แสดงความคิดเห็นก็มักจะมีคนไม่เกิน20 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าร่วมอภิปรายทั้งหมดก็มักจะแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนถึง 80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
                - กฎ 80/20 บริษัทไอบีเอ็ม ปี 1963 ได้ทดลองนำกฎนี้ไปใช้พบว่า เวลาที่คนใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ 80 เปอร์เซ็นต์ จะมีการเรียกใช้คำสั่งต่างๆไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์  ดังนั้น บริษัทไอบีเอ็ม จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ใช้สะดวกขึ้น โดยการกำหนดรหัสที่ใช้เป็นประจำไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ จนในที่สุด บริษัทไอบีเอ็ม จึงเป็นผู้นำการตลาดในสมัยนั้น
                - กฎ 80/20 เงินทอง ทรัพย์สิน 80 เปอร์เซ็นต์ ของคนในประเทศไทย ส่วนใหญ่แล้ว อยู่ในมือของมหาเศรษฐี เศรษฐี ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์  เช่น หากคนไทยมีจำนวนคน 60 ล้านคน เงินทอง ทรัพย์สิน 80 เปอร์เซ็นต์  ก็จะอยู่ในมือของคนไทยไม่เกิน 12 ล้านคน เป็นต้น
                และผมเชื่อว่า เราสามารถนำกฎ 80/20 ย้อนกับไปได้ เช่น กฎ 20/80 กล่าวคือ เราสามารถ ทำงานออกแรงเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ได้ผลตอบแทนหรือกำไรไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ก็โดยการนำเสนอสินค้าที่ออกมาใหม่ให้เกิดความแตกต่างจากบริษัทอื่นหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา  เช่น บริษัท Apple เป็นต้น
                ดังนั้น หากท่านต้องการประสบความสำเร็จ จงใช้ กฎ 80/20 นี้ ไปใช้ในการบริหารสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่าน โดยท่านอาจจะต้องกำหนด ให้งานส่วน 80 เปอร์เซ็นต์ ที่มีลักษณะหยุมหยิม ไม่สำคัญ ล้นมือ โดยให้คนอื่นทำหรือจ้างคนอื่นทำ(เช่น การทำความสะอาดบ้าน , ซักเสื้อผ้า , ไปธนาคารฝากเบิกถอนเงิน , เดินทางไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟฟ้า , ถ่ายเอกสาร , ทำอาหาร , เปิดเอกสารเปิดจดหมายซึ่งมีจำนวนมาก, การประชุมที่ท่านสามารถให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนท่านได้ ) แต่งานสำคัญ 20 เปอร์เซ็นต์(งานที่ทำให้ท่านเกิดรายได้จำนวนมาก) ท่านต้องลงมือทำเอง ,

จงพัฒนาตนเองทุกๆ 10 %

จงพัฒนาตนเอง 10 % ชีวิตดีขึ้น
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่มีความสามารถหลายด้าน อีกทั้งยังเป็นคนที่มีศักยภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความคิด การพูดและการกระทำ ซึ่ง คนเราทุกๆคน สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองให้สู่ความสำเร็จได้  แต่หลายๆท่านอาจท้อแท้ เนื่องจาก ทางที่สู่ความสำเร็จในมันไกลเหลือเกิน แต่คนเราสามารถประสบความสำเร็จได้โดยการพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
                พวกเราคงเคยได้ยินนิทานเรื่อง เต่ากับกระต่าย หาว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จในเส้นทางที่ยาวไกล ท่านก็ควรมีแนวความคิดเหมือนกับเต่า กล่าวคือ การเดินไปอย่างช้าๆ การพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ
                ในบทความฉบับนี้ กระผมขึ้นต้นว่า จงพัฒนาตนเอง 10 % ชีวิตดีขึ้น ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างแน่นอนครับ เพียงแค่คุณพัฒนาตนเองทุกๆวันแค่วันละ 10 % ภายใน 1 ปี คุณจะมองเห็นความแตกต่างในตัวคุณเองอย่างชัดเจนและจะส่งผลให้คุณประสบความสำเร็จได้เพิ่มขึ้น การหาบน้ำ 100 ถัง ในครั้งเดียวหนักและเหนื่อยไหมครับ แต่หากว่าเราหาบน้ำทีละ 10 ถัง 10 เที่ยว เราจะรู้สึกว่าเราทำได้และเหนื่อยน้อยลงใช่ไหมครับ
                เราจะพัฒนาตนเองทุกๆวัน วันละ 10% ด้านใดบ้าง
1.               บุคลิกภาพ เป็นสิ่งที่คุณควรพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องแต่งกาย ทรงผม การเดิน การนั่ง การเคลื่อนไหว สีหน้าท่าทาง ฯลฯ เพียงคุณใช้เวลา 10 % ในการคิดถึงและปรับปรุงบุคลิกภาพ ก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดีขึ้นในสายตาของผู้อื่นอย่างรวดเร็ว โดยการพัฒนาตนเองอย่างง่ายๆ คุณลองหาต้นแบบของคนที่ประสบความสำเร็จว่าเขามีบุคลิกภาพอย่างไร แล้วเราก็ปรับปรุงพัฒนารูปแบบตามเขาแล้ว เราจึงนำมาแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในสไตล์ของเราเอง
2.               สุขภาพ เป็นสิ่งที่คุณควรพัฒนาตนเอง เนื่องจากสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จหรือเป็นผู้นำคนใดในโลกที่ป่วยเป็นโรคต่างๆ ดังนั้น เราควรพัฒนาตนเองให้มีร่างกายแข็งแรงทุกๆวัน วันละ 10% แต่ไม่ใช่ว่าอ้วนขึ้นทุกๆวัน วันละ 10% นะครับ สิ่งที่คุณควรระวัง ควรควบคุมน้ำหนักและไขมันส่วนเกินอยู่เสมอ ออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
3.               การสื่อสาร เราสามารถพัฒนาการสื่อสารระหว่างบุคคลโดยการพัฒนาทุกวันๆละ 10% ได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพูด การเขียน การใช้ภาษากาย เมื่อคุณพัฒนาการสื่อสารทุกๆวัน วันละ 10% ก็จะทำให้หน้าที่การงานของคุณเจริญก้าวหน้า มั่นคงขึ้น
4.               ควบคุมตนเองและสร้างวินัย  หากเรามีสติควบคุมตนเองและสร้างวินัยให้ตนเองได้ ทุกๆวัน วันละ 10% ภายใน 3 เดือน ท่านจะเห็นว่าแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เช่น การมีวินัยในการทำงานให้ตรงต่อเวลา การควบคุมตนเอง ไม่ให้ออกนอกเส้นทางที่ท่านได้วางเป้าหมายไว้ เป็นต้น
5.               การบริหารเวลา คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันทุกๆคน แต่คนที่ประสบความสำเร็จ สามารถบริหารเวลาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก หากท่านสามารถพัฒนาตนเองในเรื่องการบริหารเวลา การวางแผนการใช้เวลา ทุกๆวัน วันละ 10%  ท่านก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เหมือนกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จ
6.               งานที่ท่านทำ  คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักคิดถึงงานเป็นอันดับแรก หากท่านต้องการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ลองพัฒนาตนเองให้ทำงานให้ดีขึ้นทุกๆวัน วันละ 10% ท่านก็จะประสบความสำเร็จในหน้าการงานของท่านได้
จงจำไว้ว่า เราสามารถพัฒนาตนเองได้เกิน 100 % ต่อปี ก็ด้วยการพัฒนาตนเองทุกๆวัน วันละ 10% การพัฒนาตนเอง 10 X 10 % มีค่าเท่ากับ 100 % ได้  หากว่าท่านยึดหลัก จงพัฒนาตนเอง 10 % ชีวิตดีขึ้น แนวทางนี้ในการดำเนินชีวิตกระผมเชื่อแน่ว่าคุณจะได้ประโยชน์จากมันอย่างแน่นอน

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

ล้มเหลวทำให้สำเร็จ

ความล้มเหลวทำให้ท่านสำเร็จ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
“ ร้อยละเก้าสิบของคนที่ล้มเหลวแท้ที่จริงแล้วไม่ได้พ่ายแพ้...เขาเพียงแต่ล้มเลิกไป... ”
พอล เจ.เมเยอร์
                                      เมื่อกล่าวถึงเรื่องราวระหว่างความล้มเหลวและความสำเร็จ ผู้คนโดยมากมักชอบพูดถึงแต่เรื่องความสำเร็จมากกว่าความล้มเหลว แม้แต่สื่อมวลชนเอง ก็มักจะสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ล้มเหลว แต่แท้ที่จริงแล้ว บุคคลที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกๆคน มักเป็นคนที่ประสบความล้มเหลวมาก่อน โดยกันเกือบทั้งสิ้น
-                    อัลเบิรต์ ไอนสไตน์ ในวัยเด็กเขามักถูกครูและเพื่อนๆ มองว่าเป็นเด็กที่ผิดปรกติ ชอบ
จินตนาการ ชอบฝันกลางวัน เขาเคยสอบเข้าเรียนโรงเรียนโพลีเทคนิคซูริคซึ่งอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ไม่ได้ เขาเคยสอบตก เขาเป็นคนที่เรียนรู้ได้ช้า สาเหตุคงเกิดจากความพิการทางการอ่านและการเขียนของเขา แต่โลกทั้งโลกต้องตะลึงในความเป็นอัจฉริยะในตัวเขา กับการคิดค้นทฤษฏีสัมพัทธภาพ  
-                    คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ใครๆ ก็บอกว่าเขาเป็นบ้า.... เขาเชื่อว่าโลกกลม...ซึ่งขัดแย้งกับผู้คนใน
ยุคนั้นที่เชื่อว่าโลกแบน อีกทั้งการเดินเรือแบบรอบโลกยังคงมีข้อจำกัดมากในเรื่องของอาหาร เทคโนโลยีการเดินเรือในสมัยนั้น เขาเป็นนักสำรวจ นักเดินเรือและพ่อค้า เขาถูกปฏิเสธหลายครั้งในการนำโครงการเดินเรือไปขอทุนต่อราชสำนักในโปรตุเกส เขาต่อสู้จนหาทุนทำโครงการเดินเรือได้ จนในที่สุดเขาคือผู้ค้นพบดินแดนต่างๆ มากมายซึ่งคนในสมัยนั้นไม่มีใครรู้จัก เช่น หมู่เกาะบาฮามาส , หมู่เกาะซานซัลบาดอร์ ,  หมู่เกาะเกรตเตอร์แอนทิลลิส ., โลกใหม่แห่งตะวันตก ฯลฯ จากการกระทำของเขาทำให้โลกสามารถเชื่อมไปมาหากันได้โดยทั่วโลก
-                    โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ นักกีฬาชาวอังกฤษ นักวิ่งคนแรกที่วิ่งทำลายสถิติ หนึ่ง
ไมล์(1,609 เมตรใช้เวลาน้อยกว่า 4 นาที ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สุขภาพได้ประกาศย้ำว่าเกินขีดความสามารถของมนุษย์ ใครๆก็บอกว่า ทำไม่ได้ หรือในสมัยนั้น ไม่มีใครสามารถทำได้ เขาพยายามฝึกซ้อมแต่ก็ล้มเหลวทุกครั้งในการวิ่ง หนึ่งไมล์(1,609 เมตร ใช้เวลาน้อยกว่า 4 นาที จนในที่สุด เขาสามารถทำได้ในปี 1954 เขาทำสถิติได้( 3 นาที 59.4 วินาที) แล้วอีกไม่นานต่อมาก็มีคนทำลายสถิติ การวิ่ง หนึ่งไมล์ใช้เวลาน้อยกว่า 4 นาที ได้อีกเป็นจำนวนมาก
-                    นีล แอลเดน อาร์มสตรอง ใครๆ ก็บอกว่า เป็นไปไม่ได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว กับการเหยียบดวง
จันทร์เป็นคนแรกกับยานอพอลโล 11 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นแล้วก็ล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีก จนในที่สุดปี พ.ศ.2512หรือ ค.ศ.1969 จึงประสบความสำเร็จ
-                    เนลสัน แมนเดลา นักโทษทางการเมือง ซึ่งต่อสู้ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ถูกคุมขังอย่าง
ยาวนานถึง 25 ปี เขาต้องอยู่ในคุกด้วยความยากลำบาก แต่เขาก็ไม่เคยทอดทิ้งอุดมการณ์ทางการเมืองและความเชื่อทางการเมืองของเขาเลยแม้แต่น้อย คงไม่มีใครคิดว่าเขาคงจะได้ออกจากคุกเพื่อมาเป็นอิสรภาพอีกครั้ง แต่ในที่สุด เขาคือประธานาธิบดีของชาวอาฟริกาใต้ ตอนอายุ 76 ปี  
                                      บุคคลดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จโดยผ่านความล้มเหลว และความยากลำบากมาด้วยกันทั้งสิ้น เพราะถ้า อัลเบิรต์ ไอนสไตน์  , คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส, โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ , นีล แอลเดน อาร์มสตรอง และ เนลสัน แมนเดลา ยอมรับความพ่ายแพ้ ยอมเลิกล้ม ไม่ต่อสู้ต่อ ไม่ศรัทธาในสิ่งที่ตนเองทำ เขาเหล่านี้ก็ไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
                                      ดังนั้นจะเห็นได้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่ล้มเหลว เป็นคนที่ยากลำบาก เป็นคนที่ต้องต่อสู้กับสิ่งต่างๆมาอย่างมากมาย เขาจึงประสบความสำเร็จ จงอย่ากลัวความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวอาจจะนำท่านไปสู่ความสำเร็จและโอกาสใหม่ๆ ที่ท่านอาจคาดไม่ถึง

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

การทำลายมนุษย์สัมพันธ์


เคล็ดลับในการทำลายมนุษย์สัมพันธ์
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
                คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน รวมทั้งเรื่องการบริหารงาน มักจะต้องเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เนื่องจากการทำงานในองค์กร ในหน่วยงาน คนเราจะต้องทำงานร่วมกันกับคนอื่นๆ การสร้างมนุษย์สัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในการทำงาน แต่สำหรับบทความฉบับนี้ กระผมขอพูดในหัวข้อเรื่อง “ เคล็ดลับในการทำลายมนุษย์สัมพันธ์ ” เนื่องจากเรื่อง “การสร้างมนุษย์สัมพันธ์” มีคนพูดและเขียนกันมากแล้ว สำหรับเคล็ดลับในการทำลายมนุษย์สัมพันธ์มีดังนี้
                1.อย่าพูดคำว่า ขอบใจ ขอบคุณ ขอโทษ และคำชมต่างๆ ออกจากปากคุณเป็นอันขาด เมื่อมีใครมีน้ำใจให้ความช่วยเหลือ เราไม่ต้องใช้คำพูด ขอบใจ ขอบคุณ กับคนที่ให้ความช่วยเหลือกับเรา หรือ เมื่อเราทำผิดกับใคร เราไม่มีความจำเป็นต้องกล่าวคำว่า ขอโทษ ใดๆ ออกจากปากเรา และที่สำคัญ คุณต้องไม่ชื่นชมหรือยกย่องใครๆ ถึงแม้คนนั้นจะเป็นคนที่เรารู้จักหรือสนิทก็ตาม
                2.เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ต้องแคร์ความรู้สึกของผู้อื่น เราต้องคิดว่า ความคิดของเราถูกต้องเสมอ ความคิดของผู้อื่นผิดหมด อีกทั้งเราไม่ควรจะต้องฟังความคิดเห็นของใครๆ และถ้าใครมีความคิดเห็นแตกต่างจากเรา คนนั้น ต้องเป็นศัตรูของเราเสมอ อีกทั้งเมื่อเราจะทำอะไร เราต้องคำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ของตนเองก่อน ไม่ควรมีน้ำใจใดๆ กับใครทั้งสิ้น
                3.พยายามจับผิดคนอื่นให้มากๆเข้าไว้  ถ้ามีใครสนทนากับเรา เราควรจับผิดแล้วรีบแย้งคู่สนทนาทันที แล้วรีบชี้แจ้งไปว่า เขามีความคิดที่ผิด พยายามบ่นหรือให้ข้อมูลแก่เจ้านายฟังถึงความผิดของเพื่อนร่วมงานทุกๆคน เมื่อพูดคุยกับใคร เราควรฟังให้น้อยที่สุด พยายามพูดให้มากเข้าไว้ และขัดจังหวะคู่สนทนาบ่อยๆ อีกทั้งควร กล่าวตำหนิติเตียน ผู้อื่นเป็นประจำ
                4.ไม่ต้องเก็บอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ควรพูดหรือทำตามอารมณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความโกรธ ความโลภ ความไม่ชอบใจ ความไม่พอใจ จงทำให้ตนเองสบายใจที่สุด คนอื่นๆจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน ไม่ต้องไปเกรงใจใคร ไม่ต้องไปกลัวใคร ไม่ต้องไปปรับตัวให้เข้ากับใครหรือสิ่งแวดล้อมใดๆ ทั้งสิ้น
                5.ควรพูดคำที่ไม่สุภาพ คำหยาบคาย ให้มากเข้าไว้ ไม่มีความจำเป็นต้องสุภาพอ่อนโยน ควรโอ้อวดตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้คนอื่นๆได้ชื่นชมว่าตนเองเก่งกว่าใครๆ ไม่ควรยิ้ม ควรวางตัวให้คนอื่นเกรงกลัว  ไม่ควรจดจำชื่อคนอื่น ไม่ควรทักทายคนอื่นก่อน เขาต่างหากที่สมควรจดจำชื่อของเรา และคนอื่นต้องทักทายเราก่อนเสมอ
                หากใครสามารถทำได้ตามคำแนะนำข้างต้น กระผมเชื่อแน่ว่า ท่านเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการทำลาย มนุษย์สัมพันธ์ จงกระทำแล้วท่านจะประสบความสำเร็จ