วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ทำทุกนาทีให้มีค่ามากที่สุด
ทำทุกนาทีให้มีค่ามากที่สุด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า มีความเป็นธรรม ทุกคนในโลกนี้ มีเวลาเท่ากันกล่าวคือ 1 วัน มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ใครจะใช้เวลาให้มีค่าและเกิดประโยชน์มากกว่ากัน ศิลปะการใช้เวลาหรือการบริหารเวลา จึงมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ กระผมได้มีโอกาสเข้าอบรมเรื่องการบริหารเวลาและได้อ่านหนังสือการบริหารเวลาอีกหลายสิบเล่ม และได้ลองทดลองกับตัวเอง โดยสรุป กระผมมีความคิดเห็นว่าเคล็ดลับที่สำคัญของการบริหารเวลา ก็คือ จงทำในเรื่องที่ให้ผลตอบแทนหรือผลผลิตมากที่สุด และต้องลงมือทำทุกเวลานาที
ดังนั้น หากท่านต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตหรือประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จงค้นหาว่าสิ่งใดที่ทำให้ท่านได้ผลตอบแทนหรือผลผลิตมากที่สุด แล้วลงมือทำมัน ทำมันทุกนาทีให้มีค่ามากที่สุด เช่นกันหากคุณอยู่ในองค์กรของคุณ จงค้นหาว่าอะไรที่ให้ผลตอบแทนหรือผลผลิตมากที่สุด แล้วจึงให้คนในองค์กรลงมือทำมันทุกนาทีให้มีค่ามากที่สุด แล้วองค์กรของท่านจะประสบความสำเร็จ
บุคคลที่ประสบความสำเร็จกับการบริหารเวลา เบนจามิน แฟรงคลิน เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องการบริหารเวลา ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านเป็นนักการเมือง ท่านเป็นนักปราชญ์ ท่านเป็นนักธุรกิจ ท่านเป็นนักคิด ท่านคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาจนทำให้ประเทศอเมริกา ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เช่น คิดธนบัตร , คิดเรื่องประกันภัย , คิดหอสมุดสาธารณะ ฯลฯ หลายท่านอาจคิดว่าเขาเป็นอัจฉริยะ แต่ความจริงแล้ว เขาเป็นคนที่มีการฝึกฝนตนเองเสมอ มีการวางแผน มีการเตรียมการ ซึ่งพวกเราทุกคนก็สามารถทำได้ดังเขา
การพัฒนาความคิด การพัฒนาสมอง เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรทำหากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จ ซึ่งเราอาจทำได้โดยการ ฟังเทป ให้ความรู้ในรถยนต์ขณะเดินทางไปต่างจังหวัดหรือในขณะเดินทางไปทำงาน ก็จะทำให้ท่านได้ใช้เวลาทุกๆนาทีให้มีค่ามีความหมายได้อย่างดีทีเดียว อาจเป็นเทป เรื่องราวที่ปลุกกำลังใจ , เทปวิชาการทางด้านการขาย , เทปวิชาการทางด้านการพูด ฯลฯ
จงใช้เครื่องมือช่วยในการบริหารเวลา เครื่องมือมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการบริหารเวลา เพราะจะทำให้การบริหารเวลา มีความง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น สำหรับเครื่องมือในยุคปัจจุบันที่ช่วยในเรื่องการบริหารเวลามีมากมาย เช่น โทรศัพท์สมัยใหม่ที่มีการกำหนดวันนัดและสามารถบันทึกสิ่งต่างๆลงไปในเครื่องรับเพื่อเป็นข้อมูลในการบริหารเวลาได้ , IPAD เราสามารถบันทึกสิ่งต่างๆ ลงในเครื่องเพื่อใช้ในการบริหารเวลาได้ ฯลฯ
แต่โดยส่วนตัวของผม ผมมักชอบใช้การจดหรือเขียนลงในกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ สมุดบันทึก สมุดไดอารี่ สมุดปฏิทิน ซึ่งทำได้ง่ายและเสียค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า การจดบันทึกในกระดาษมีข้อดีหลายอย่าง เช่น เราสามารถวาดรูป ออกแบบตัวหนังสือ ขีดเขียนได้ตามความรู้สึกของเรา อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาในการเปิด ดังเช่น เครื่องโทรศัพท์หรือเครื่องมือที่ทันสมัย เพราะเครื่องมือเหล่านี้ บางอย่างเวลาเปิดมักจะต้องเสียเวลาไม่ทันใจ ตัวอย่างเช่น การเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
สำหรับปัญหาที่มักพบในเรื่องของการใช้เวลาของคนส่วนใหญ่ คือ คนส่วนใหญ่มักไม่ชอบวางแผนในการบริหารเวลา , คนส่วนใหญ่มักไม่ยอมจัดลำดับความสำคัญของการใช้เวลาว่างานไหน สำคัญหรือไม่สำคัญ งานไหน เร่งด่วน หรือไม่เร่งด่วน, คนส่วนใหญ่มักผัดวันประกันพรุ่ง , คนส่วนใหญ่มักไม่มีเป้าหมายหรือไม่ตั้งเป้าหมายในการทำงาน ฯลฯ
ดังนั้น จงทำทุกนาทีให้มีค่ามากที่สุด แล้วท่านก็จะได้รับประโยชน์อย่างมากมายในการบริหารเวลา เช่น ท่านจะมีเวลามากขึ้น , ท่านจะมีเวลาทำในสิ่งที่ตนเองต้องการมากขึ้น , ความเครียดของท่านจะลดน้อยลง , การตัดสินใจของท่านจะดีขึ้น , สุขภาพของท่านจะดีขึ้นหากว่าท่านจัดเวลาสำหรับการออกกำลังกาย ฯลฯ
การฝึกฝนให้เป็นคนขยันขันแข็ง
การฝึกฝนให้เป็นคนขยันขันแข็ง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
คนที่มีนิสัยที่ขยันขันแข็งมักเป็นคนที่มีความเพียรพยายาม อีกทั้งยังเป็นคนที่ทำงานด้วยความสม่ำเสมอ ซึ่งนิสัยความขยันขันแข็งมักตรงกันข้ามกับนิสัยที่ขี้เกียจ คนขี้เกียจมักปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ มักไม่เห็นคุณค่าของเวลา ถ้าหากว่าเราได้มีโอกาสไปสอบถามหน่วยงานต่างๆ องค์กรต่างๆ ว่าทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน ต้องการคนที่มีนิสัยขยันขันแข็งหรือว่าต้องการคนที่มีนิสัยขี้เกียจ กระผมเชื่อแน่ว่าทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน ต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ ต้องการคนที่มีนิสัยขยันขันแข็ง”
ดังนั้น องค์กรใด หน่วยงานใดและประเทศใด ที่มีคนที่ขยันขันแข็งมากกว่า องค์กรนั้น หน่วยงานนั้น และประเทศนั้น ก็จะมีความเจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นบุคคลที่มีนิสัยความขยันขันแข็ง ย่อมเป็นที่ต้องการของทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน และทุกประเทศชาติ ซึ่งนิสัยความขยันขันแข็งเราสามารถฝึกฝนได้ดังนี้
1.ปลูกฝังความเพียร ความเพียรพยายามเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จ อีกทั้งทำให้เรามีนิสัยขยัน
ขันแข็ง คนที่มีความเพียรไม่ได้หมายความว่าจะทำงานหักโหมแต่ตอนแรก แล้วตอนปลายก็ไม่ทำ แต่คนที่มีความเพียร มักเป็นคนที่ทำอะไรแล้วมีความสม่ำเสมอ ไม่เป็นคนใจร้อน แต่เป็นคนที่ทำแล้วไม่หยุด ดังคำเปรียบเทียบที่ว่า “น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินยังกร่อน มิใช่ด้วยความรุนแรงของหยดน้ำ หากทว่าด้วยความเพียรพยายามอย่างสม่ำเสมอต่างหาก”
2.ต้องฝึกฝนตนเองให้ ททท.หรือทำทันที คนขยันขันแข็ง มักจะไม่ปล่อยให้งานที่จะต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้ แล้วนำไปทำในวันพรุ่งนี้ ไม่เป็นคนที่มีลักษณะนิสัยทำงานแบบ “ ดินพอกหางหมู ” แต่จะเป็นคนที่มีการวางแผนและการบริหารเวลาที่ดี มีการรู้จักลำดับความสำคัญของงานที่ตนเองทำ
3.ยึดหลัก อิทธิบาท 4 ในการทำงาน กล่าวคือ มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ฉันทะ คือ ความรักในงานที่ตนเองทำ วิริยะความพยายาม ความเพียรในงาน จิตตะ คือมีจิตใจจดจ่อสนใจในงานที่ตนเองทำและวิมังสาคือการใคร่ครวญ วิเคราะห์ ไตร่ตรอง ในผลงานของตนเอง
4.ฝึกสมาธิในการทำงาน คนที่ขยันขันแข็ง มักเป็นคนที่มีสมาธิในการทำงานของตนเอง คนที่มีสมาธิในการทำงานมักไม่เป็นคนที่ชอบพูดเพ้อเจ้อหรือเป็นคนคิดฟุ้งซ่าน แต่จะเป็นคนที่มีความคิดเป็นระบบ และมีความมุ่งมั่นในงานที่ตนเองทำ
5.ต้องเป็นคนที่มีเป้าหมายในชีวิต คนที่มีความขยันขันแข็งมักเป็นคนที่มีเป้าหมายในชีวิต หากไม่มีเป้าหมายในชีวิตหรือเป้าหมายในการทำงานแล้ว ก็จะทำให้เกิดความเฉื่อยชา ไม่มีความกระตือรือร้น ไม่มีความพยายาม แต่ในทางตรงกันข้าม หากว่าเรามีเป้าหมายในชีวิตหรือเป้าหมายในการทำงาน ก็จะทำให้เกิดความกระฉับกระเฉง อีกทั้งมีความสุข และความสนุกสนานในการทำงาน
6.ต้องฝึกความคิดให้ทำงานอย่างเป็นกระบวนการหรือระบบ การมีกระบวนการหรือระบบในการทำงาน จะทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น ซึ่งการทำงานอย่างเป็นกระบวนการหรือเป็นระบบ เราต้องคำนึงถึง เรื่องของการวางแผนในการทำงาน การรู้จักประยุกต์ การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การคิดในการแก้ปัญหาต่างๆ เป็นต้น
7.ต้องฝึกควบคุมตนเอง ความขยันขันแข็งเราสามารถสร้างขึ้นมาได้ ด้วยตัวของเราเอง คนที่มีความขยันขันแข็ง มักเป็นคนที่รู้จักควบคุมตนเองได้ ต้องรู้ว่าตนมีงานต้องทำ ก็ต้องพยายามปฏิเสธสิ่งที่ทำให้เสียเวลาในการทำงานเช่น การเล่น การพูดคุย จนทำให้งานสำคัญที่จะต้องทำเสียหาย , การรู้จักบริหารเวลา เมื่อวางแผนจะทำงานชิ้นใดแล้วก็ต้องพยายามฝืนใจทำหรือควบคุมตนเองให้ทำให้เสร็จ
จากข้อความข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า ความขยันขันแข็ง เราสามารถสร้าง เราสามารถปรับปรุงและพัฒนาตนเองได้
ความขยันขันแข็งจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เราเจริญก้าวหน้าในที่ทำงาน เป็นเครื่องมือสร้างอนาคต บุคคลใดก็ตาม ถึงแม้จะฉลาดหรือเก่งสักปานใด แต่มีนิสัยเกียจคร้าน บุคคลนั้นก็มักจะเจริญก้าวหน้าในที่ทำงานได้อย่างไม่มั่นคงและถาวร ถ้าขาดซึ่งความขยันขันแข็ง
ความล้มเหลวอาจเป็นสิ่งที่ดี
ความล้มเหลวอาจเป็นสิ่งที่ดี
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
J ความสำเร็จมักก่อตัวขึ้น จากเถ้าถ่านของความล้มเหลว...
J ระดับความสำเร็จคือแรงสะท้อนจากการเคยประสบความล้มเหลวมาก่อน
J ไม่มีใครลุกขึ้นมาจากความล้มเหลวได้โดยไม่แข็งแกร่งและเฉลียวฉลาดกว่าเดิม
o กระผมเชื่อแน่ว่าท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินเกี่ยวกับประโยคเหล่านี้ที่มีความเกี่ยวข้องกับความล้มเหลว ซึ่ง
บุคคลที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกคน มักจะต้องผ่านความล้มเหลวมาด้วยกันแทบทั้งสิ้น แต่พวกเราส่วนใหญ่มักจะชื่นชมว่าเขาเป็นคนเก่ง เป็นคนมีโชค วาสนา แต่หารู้ไม่ว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกๆคน มักจะต้องเคยผ่านความยากลำบาก เคยผ่านความล้มเหลวมาเกือบทุกคน
- บิล เกตส์ กว่าจะร่ำรวยและประสบความสำเร็จเหมือนทุกวันนี้ เขาต้องทุ่มเท กำลังใจ
กำลังกายและกำลังความคิด เขาต้องพบกับความล้มเหลวนานัปการในการเริ่มต้นธุรกิจของเขา เพื่อนมักจะดูถูกเขาว่าเป็นคนสกปรก บ้าคอมพิวเตอร์ อีกทั้งเขาเคยถูกบริษัท IBM ดูถูกว่าเขาเป็นแค่ เด็ก แต่ในที่สุด เขากลับกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก
- เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ บุรุษเหล็กแห่งมหาสงครามโลกครั้งที่ 2
ตอนเด็กๆ เขาเป็นคนติดอ่าง และมีปัญหาทางการพูดอย่างมาก เขาเคยล้มเหลวในการพูด เคยถูกดูถูกทำให้เขาได้รับความอัปยศอดสู แต่แล้วเมื่อเขาผ่านการฝึกฝน เขาไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลวในที่สุด เขากลายเป็นนักพูดระดับชาติและผู้คนยอมรับเขาทั่วโลกในการพูดเลยทีเดียว มีครั้งหนึ่งที่ท่านได้ถูกนิสิต นักศึกษา ถามว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ ตอบว่า “ Never ,Never ,Never , Never ,Never Give Up ” แปลว่า (ห้าม ห้าม ห้าม ห้าม ห้าม ล้มเลิก)
- วอลท์ ดีสนีย์ ราชาการ์ตูนวอลท์ ดีสนีย์ที่โด่งดังไปทั่วโลก ก็พบกับความล้มเหลวมาอย่างมาก
มาย เขาเคยตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์ แต่ถูกพนักงานบริษัทของเขายักยอกเงินหอบเงินหนีไป บริษัทของเขาประสบปัญหาจนล้มละลาย หลังจากที่เขาใช้หนี้จนหมด เขาจึงเริ่มสร้างภาพยนตร์ใหม่โดยการเช่าโรงรถของอาของเขา ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง แต่เขาต่อสู้จนในที่สุด เขาประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนจนโด่งดังไปทั่วโลก
- และยังมีตัวอย่างของผู้ประสบความล้มเหลวอีกมากมายที่ต่อสู้จนประสบความสำเร็จในธุรกิจ
จงกล้าที่จะล้มเหลว เพราะบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยพบหรือเคยต่อสู้กับความล้มเหลวมาก่อน มักจะไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานหรือทำกิจการใดๆ
ความจริงแล้ว ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความพ่ายแพ้เพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง แต่ถ้าหากว่า
เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เราไม่ล้มเลิก สักวันหนึ่งเราก็จะประสบความสำเร็จ จงอย่าหยุดเสียกลางคัน จงอย่าเลิกล้มความพยายาม เพราะนักปราชญ์ในอดีตบางท่านได้กล่าวไว้อย่างสวยงามว่า “ หากท่านต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพการงานของท่าน ถ้าหากว่าท่านล้มเหลวถึงสิบครั้ง แต่ท่านก็ยังได้พยายามต่อไป นั้นแสดงว่าความมีอัจฉริยะได้เกิดขึ้นในหน้าที่การงานของท่านแล้ว จงพยายามทำต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ
จงอย่าลืมว่าไม่มีใครสามารถตราหน้าเราได้ว่าเราเป็นคนล้มเหลวได้ นอกจากตัวเราเอง อย่าให้คำพูดของผู้อื่นมาตัดสินตัวเรา อย่าให้คำพูดของคนอื่นมากำหนดชะตาชีวิตของเรา “ ผู้ชนะไม่เคยยอมจำนน และผู้ยอมจำนนไม่มีวันชนะ ” เป็นคติพจน์ของคนโบราณแต่ก็ยังใช้ได้และให้แง่คิดกับเราได้เป็นอย่างดี
จงระลึกไว้ว่า ความล้มเหลว ความลำบาก ความทุกข์ยาก ทุกครั้ง ได้แฝงมาซึ่งประโยชน์ในอนาคตที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ
วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ข้อดีของการให้ออกงาน
ข้อดีของการให้ถูกออกจากงาน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในช่วงสภาวะการที่องค์กรลดกำลังคน หรือ ในช่วงภาวะปกติ การว่างงาน การตกงานถือว่าเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา ของการใช้ชีวิตของการทำงาน และกระผมเชื่อแน่ว่าหลายๆท่าน ในขณะนี้ คงประสบกับภาวะการว่างงาน ดังกล่าวคือ การถูกไล่ออกจากงานหรือถูกให้ออกจากงาน หลายท่านทำใจได้ยาก นั่งกลุ้มใจ เป็นทุกข์ แต่ความเป็นจริงแล้ว การถูกให้ออกจากงาน มีข้อดีอยู่ไม่น้อยทีเดียว ข้อดีของการถูกให้ออกจากงาน คือ
1.ทำให้เป็นช่วงเวลาที่เรา มีอิสระ อย่างเต็มที่ เพราะชีวิตการทำงานที่ผ่านมา เรามักถูกควบคุมด้วย เรื่องของ กฎ ระเบียบ เวลา สถานที่ เจ้านาย เช่น การทำงานประจำมักต้องมีเวลาเข้าออกในการทำงาน , ต้องมีกฎระเบียบ วันลา วันหยุด วันทำงาน , ต้องทำงานตามสถานที่ที่องค์กรกำหนด ไม่ว่าจะต้องถูกย้ายไปอยู่ในจังหวัดหรืออำเภอต่างๆ , อีกทั้งยังเป็นอิสระจากเจ้านายที่คอยบ่น บังคับ ควบคุม ฯลฯ
2.ทำให้มีเวลาว่างมากขึ้น ซึ่งทำให้เราสามารถทำอะไรก็ได้ ตามใจที่เราปรารถนา ในขณะที่ตอนที่เราทำงานประจำเราไม่สามารถทำได้ เช่น ออกเดินทางไปต่างจังหวัดไปหรือไปต่างประเทศ ในช่วงระยะเวลานานๆ ได้ , ทำให้มีเวลาว่างในการอยู่กับครอบครัวมากขึ้น , มีเวลาในการออกกำลังกายมากขึ้น , มีเวลาไปปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ มากขึ้น , ทำให้เราสามารถนอนพักผ่อนได้เป็นเวลาที่นานๆขึ้นกว่าตอนที่ต้องทำงานประจำที่ต้องตื่นนอนแต่เช้า ต้องลำบากในการเดินทางโดยใช้เวลานานๆ ฯลฯ
3.ทำให้เราได้มีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพมากขึ้น เช่น ไปอบรมตามสถาบันต่างๆ , ไปอบรมในหลักสูตรต่างๆ ตัวอย่าง ไปพัฒนาทักษะการพูดต่อหน้าที่ชุมชน , ไปพัฒนาทักษะทางด้านการใช้ภาษาอังกฤษ , ไปพัฒนาทักษะในการเขียนหนังสือ , ทำให้เราได้มีโอกาสใช้เวลาว่างในการพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานของเราให้ดียิ่งขึ้น หรือบางท่านอาจใช้เวลาว่างนี้ในการเรียนต่อในระดับปริญญาตรี , ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ฯลฯ
4.ทำให้เราได้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับผู้คนต่างๆ เช่น ทำให้เราใช้เวลาว่างในการไปเยี่ยมเยือนญาติที่ไม่ได้มีโอกาสติดต่อกันนาน , ทำให้เราได้มีโอกาสไปพบไปหาคุณพ่อคุณแม่ , ทำให้เราได้มีโอกาสไปพบปะเพื่อนฝูงที่ไม่ได้พบปะกันมานาน ฯลฯ การพบปะพูดคุยกันจะทำให้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้คนและเมื่อมีอะไรดีๆ เขาก็จะคอยให้ความช่วยเหลือเรา
5.เป็นข้อที่สำคัญที่สุด กล่าวคือ ทำให้เราได้มีโอกาสทบทวนตัวเอง ทำให้เราได้รู้จักตัวตนของเรามากขึ้น โดยหาตัวตนว่าสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เรารักจริงๆ คืออะไร ข้อดีของเรามีอะไรบ้าง ข้อบกพร่องของเรามีอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น บางท่านทำงานประเภทต่างๆ มามากมาย เปลี่ยนงานมาหลายสิบงาน แต่สุดท้ายถูกให้ออกจากงาน แล้วจึงกลับมาทบทวนตนเองดูว่าตนต้องการอะไร หรือ รัก ชอบ อะไร จริงๆ ในชีวิต ปรากฏว่า เขารักในการทำอาหาร ชอบทำอาหาร จึงได้เปิดร้านขายอาหาร หรือ ร้านขายขนม จนสร้างความร่ำรวยให้กับตนเองและครอบครัว และที่สำคัญที่สุดก็คือ เขามีความสุขเป็นอย่างมากในการทำอาหาร เป็นต้น
สรุป คือ ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งด้านบวก ด้านลบ มีทั้งด้านดีและด้านเสีย หากเราสามารถมองโลกในแง่ดี เราก็สามารถมีความสุขในการใช้ชีวิต เนื่องจากชีวิตของคนเราสั้นนัก เราจึงไม่ควรอมทุกข์ การตกงานหรือการว่างงาน จึงมีข้อดี หากเราสามารถมองในด้านดี ซึ่งกระผมยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายข้อ เช่น หากเราทำงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี หรือ ทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เกิดมลภาวะ การถูกให้ออกจากงานจึงทำให้เรามีความปลอดภัยในเรื่องของสุขภาพ คุณภาพชีวิต อีกด้วย
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)