วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554

จงดำเนินธุรกิจของตนเอง


จงดำเนินธุรกิจของตนเอง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                การดำเนินธุรกิจของตนเองมีประโยชน์หลายๆ อย่าง ถ้าหากท่านเป็นคนหนึ่งที่กินเงินเดือนประจำท่านสามารถใช้เวลายามว่างในการดำเนินธุรกิจของตนเองได้ เนื่องจากการมีธุรกิจของตนเองจะมีข้อดีหลายๆอย่างดังนี้
                1.เป็นอิสระ  เป็นนายของตนเอง ไม่เป็นลูกน้องของใคร ท่านสามารถตัดสินใจสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ท่านสามารถกำหนดวิธีการบริหารงานได้ด้วยตนเอง เช่น ท่านสามารถกำหนดช่วงเวลาทำงาน , ช่วงวันหยุด , การตลาด , ตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์ของท่านได้ด้วยตนเอง ฯลฯ
                2.สร้างทรัพย์สิน การประกอบธุรกิจของตนเองสามารถสร้างทรัพย์สินได้อย่างรวดเร็วกว่าการกินเงินเดือน เนื่องจากเมื่อกิจการของท่านเจริญก้าวหน้าขึ้น มีผลกำไรมากขึ้น ท่านสามารถซื้อทรัพย์สินเพื่อขยายกิจการของท่านออกไปอีกได้ เช่น การซื้อสำนักงาน , การซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในงาน , การซื้อคอมพิวเตอร์ ,  เครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ ตรงกันข้ามกับการได้รับเงินเดือน ท่านจะมีรายได้ที่มีจำนวนจำกัด
                3.ได้รับค่าตอบแทนที่สูง ในการทำธุรกิจหากว่าท่านได้รับกำไร ท่านก็จะได้รับค่าตอบแทนที่สูง จากการที่ท่านได้ลงทุน ลงแรงไป ซึ่งอาจจะมากมายหลายเท่ากว่าการทำงานกินเงินเดือน
                4.มีสิทธิร่ำรวย คนจีนในสมัยอดีตมักสอนลูกหลานให้รู้จักทำการค้าไม่ให้กินเงินเดือน เนื่องจากการทำงานค้าขายนั้นมีโอกาสร่ำรวยได้สูงกว่าการมีรายได้ประจำที่มีรายได้ที่จำกัดจำนวน
                5.ได้อภิสิทธิ์ที่เหนือกว่า การเป็นเจ้าของกิจการมีโอกาสหรือมีสิทธิที่จะใช้ทรัพย์สินของกิจการได้โดยไม่ต้องอนุญาตใคร เช่น ใช้รถยนต์ของกิจการ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ การใช้เครื่องถ่ายเอกสาร การใช้เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ซึ่งแตกต่างจากการเป็นลูกจ้าง ท่านต้องขออนุญาตจากเจ้าของกิจการเสียก่อนถึงจะสามารถใช้ทรัพย์สินบางอย่างได้
                6.ความสำเร็จ เมื่อธุรกิจที่เราทำเกิดการขยายตัวจนยิ่งใหญ่ ทำให้คนทั่วไปรู้จัก ท่านจะมีความภาคภูมิใจเพียงใด นักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ ที่ใครๆเรียกว่า เถ้าแก่น้อย หรือ นายอิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ เป็นตัวอย่างได้ดีในเรื่องนี้ เขาเริ่มต้นทำธุรกิจตอนอายุเพียง 18 ปี จนบัดนี้เขาสามารถเป็นนักธุรกิจร้อยล้านบาทเลยทีเดียว เขาเริ่มต้นจากจุดเล็กจากผลิตภัณฑ์ขายสาหร่ายทะเลจนเป็นธุรกิจระดับประเทศ อีกทั้งยังส่งออกไปขายยังต่างประเทศอีกด้วย
                อีกทั้งการทำธุรกิจของตนเองยังมีข้อดีอีกหลายประการเช่น เราได้ใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่กว่าการทำงานประจำ , เราสามารถได้ทำธุรกิจหรือสิ่งที่เราอยากทำอย่างแท้จริง , เราไม่ต้องถูกใครบังคับบัญชาให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฯลฯ
แต่ในมุมกลับ การทำธุรกิจส่วนตัวก็มีความเสี่ยงมากกว่าการทำงานประจำหลายอย่าง เช่น ความเสี่ยงในการขาดทุน , ความเสี่ยงต่อการถูกคนกลั่นแกล้งทางการค้า , ความเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ฯลฯ
                ดังนั้น คนที่ต้องการทำธุรกิจส่วนตัวจึงต้องมีคุณสมบัติบางอย่างที่คนที่ทำงานประจำไม่มี สิ่งนั้นก็คือ ความกล้าที่จะเสี่ยง ความกล้าที่จะยอมลำบากโดยเฉพาะในช่วงก่อตั้งธุรกิจใหม่ๆ  ความทะเยอทะยาน ความเด็ดเดี่ยว เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ใช้ความราบรื่นเพิ่มความสุขให้ชีวิต

ใช้ความราบรื่นเพิ่มความสุขให้ชีวิต
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                การหาความสุขให้กับชีวิตตนเอง บางคนคิดว่าต้องใช้เงินจำนวนมาก บางคนบอกว่าต้องไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ บางคนบอกว่าต้องมีรถมีบ้าน ฯลฯ แต่แท้จริงแล้วเราสามารถเพิ่มความสุขให้ชีวิตของตนเองได้โดยใช้วิธีการง่ายๆอย่างราบรื่น ดังนี้
                1.หางานอดิเรกทำ อันว่างานอดิเรกคือ งานที่เราพอใจทำ เพื่อความสนุกสนาน มากกว่าคิดถึงค่าตอบแทนทางด้านการเงิน งานอดิเรกยังก่อให้เกิดประโยชน์หลายอย่างเช่น ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ องค์ความรู้ ทำให้รู้จักผู้คนในวงการที่ทำงานอดิเรกเดียวกันมากขึ้น ตัวอย่างงานอดิเรก การอ่านหนังสือ การสะสมสิ่งของต่างๆ การปลูกต้นไม้ การเล่นกีฬา การวาดรูป การเล่นดนตรี ฯลฯ
                2.ดื่มน้ำเปล่าๆดีที่สุด การดื่มน้ำเปล่าจะทำให้เราประหยัดเงินได้มากกว่า การดื่มเครื่องมดื่มต่างๆ เช่น กาแฟ น้ำอัดลม น้ำชา น้ำผสมหัวเชื้อผลไม้หรือสีต่างๆ ฯลฯ เพราะการดื่มน้ำเปล่านั้น ไม่มีคาเฟอีน ไม่มีน้ำตาล ไม่มีสี ไม่มีการอัดแก๊ส ไม่มีการผสมกลิ่น ไม่มีการผสมแอลกอฮอล์ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะก่ออันตรายให้แก่ร่างกายหากว่ารับประทานเป็นจำนวนมากและทานประจำติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ การดื่มน้ำเปล่าจึงไม่ก่ออันตรายให้แก่สุขภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายเรามีความแข็งแรง เป็นปกติอีกด้วย
                3.อ่านหนังสือ การอ่านหนังสือช่วยสร้างความสุขให้กับชีวิตเรา บางคนมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีก็เพราะเหตุที่ได้อ่านหนังสือเพียงแค่เล่มเดียว การอ่านหนังสือดีๆยังช่วยให้เราเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านมักได้เปรียบกว่าคนที่ไม่มีนิสัยรักการอ่าน เพราะการอ่านหนังสือเหมือนเราได้อ่านประสบการณ์ต่างๆ ของผู้อื่น ซึ่งถ้าหากเราใช้ประสบการณ์ของตนเอง เราต้องเสียเวลาเป็นอันมาก การอ่านหนังสือจึงเป็นทางลัดที่นำตนเองไปสู่ความสำเร็จ
                4.การทำสมาธิ ท่านแทบไม่ต้องใช้เงินเลย เพียงแต่ทำใจให้สงบ การฝึกสมาธิจะช่วยลดความกดดันในตัวเรา ทำให้จิตใจเรามีความโปร่งใส จิตใจมีความเข้มแข็ง และมีกำลังความคิด กำลังใจ ในการแก้ไขปัญหาอุปสรรค ดังนั้นท่านสามารถหาความสุขได้จากการทำสมาธิในสถานที่ต่างๆ เช่น ที่บ้าน ที่สาธารณะ ที่วัด ในรถโดยสารประจำทาง ห้องนอน ฯลฯ
                5.การออกกำลังกาย เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้คนเรามีความสุข เพราะเวลาเราออกกำลังกายจะมีสารสุขหรือเอ็นโดฟินส์หลั่ง การออกกำลังยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง เช่น ทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรง ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ทำให้รูปร่างดี ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ฯลฯ
                6.ทำสวนครัว เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์และความสุข เพียงแต่ท่านพรวนดิน รดน้ำ ปลูกพืช ปลูกผักสวนครัวต่างๆ ก็จะทำให้ท่านเพลิดเพลินไปกับการได้ลงมือทำสวนครัว การทำสวนครัวจะทำให้ท่านได้บริโภคผักผลไม้ที่ไร้สารพิษ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ทำให้ร่างกายแข็งแรง อารมณ์ของท่านก็จะเบิกบานขึ้น
                7.เป็นตัวของตัวเองบ้าง การอยู่ร่วมกันในสังคมแน่นอนว่าความเป็นส่วนตัวหรือความเป็นตัวของตัวเองของคนเราจะน้อยลง อีกทั้งยังต้องถูกอิทธิพลของคนอื่นครอบงำเราด้วย การหาโอกาสอยู่กับตัวเองหรือการให้เวลาอยู่กับตัวเองจะทำให้เราได้ศึกษา เรียนรู้ ตัวตนของเรามากขึ้น อีกทั้งถ้าหากเรารู้จักตนเองจะทำให้เราเกิดความสุขขึ้นมาได้อย่างแท้จริง
                8.นอนหลับให้พอเพียง การหาความสุขให้กับตนเองง่ายๆ ด้วยการพักผ่อน การพักผ่อนที่ดีที่สุดและไม่เสียค่าใช้จ่ายคือ การนอนหลับ ท่านควรแบ่งเวลานอนหลับให้พอเพียงกับร่างกายของตนเอง ไม่มากไปหรือน้อยไป ถ้านอนหลับมากไปก็จะทำให้เราเกิดนิสัยขี้เกียจได้ หรือ ถ้าหากน้อยไปก็จะทำให้ร่างกายเกิดความอ่อนแอ จากงานศึกษาและวิจัย ช่วงระยะเวลาในการนอนหลับที่เพียงพอจะอยู่ระหว่าง 6-8 ชั่วโมงต่อวัน
                ดังนั้น เราสามารถแสวงหาความสุขได้อย่างเรียบง่าย อีกทั้งยังเสียค่าใช้จ่ายที่น้อย ก็ด้วยวิธีการต่างๆ ข้างต้น การทำงานอดิเรก การดื่มน้ำเปล่า การอ่านหนังสือ การทำสมาธิ การออกกำลังกาย การทำสวนครัว การเป็นตัวของตัวเอง และการนอนหลับให้พอเพียง เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้และก่อให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของเรา

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

กุศโลบายในการทำงานให้มีความสุข


กุศโลบายในการทำงานให้มีความสุข
                โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                1.เปลี่ยนความคิดของตนเองเสียใหม่ว่า การทำงานนั้น เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด จงมองให้เห็นคุณค่าของการทำงาน ว่าคุณค่าของการทำงานคือการได้ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่น ครู อาจารย์ ต้องภูมิใจในตนเองว่าตนมีคุณค่าในการสอนนักเรียน นักศึกษา ให้มีความรู้ อีกทั้งยังก่อประโยชน์ให้กับประเทศชาติอีกด้วย เป็นต้น
                2.ควรให้รางวัลแก่ตัวเองทุกครั้ง เมื่อตนทำงานชิ้นสำคัญสำเร็จเสร็จสิ้นได้ดังความตั้งใจ โดยรางวัลนั้นอาจเป็นรางวัลเล็กๆ แต่ก่อให้เกิดความสุขใจ
                3.จงหางานที่ตนรักหรือหากไม่สามารถหางานที่ตนรักได้ ก็ควรรักในงานที่ตนเองทำ จงเปลี่ยนความคิดให้รักงานที่ตนเองทำ หากว่าเรามีความรักในงานที่ตนเองทำ การทำงานนั้นท่านจะไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แต่ท่านจะสนุกกับมัน เสมือนหนึ่งว่าเราได้ทำงานอดิเรก
                4.เมื่อไรที่เจองานที่ยากและหนักหนาสาหัส ให้บอกกับตัวเอง ว่านี่คือแบบฝึกหัดที่จะทำให้เราเจริญก้าวหน้า จงอดทนเรียนรู้ เพราะหากว่าเราสามารถผ่านพ้นไปได้ เราก็จะพัฒนาตนเองได้อีกระดับหนึ่ง เสมือนหนึ่งเป็นการสอบเลื่อนชั้นสมัยตอนเป็นนักเรียนนั่นเอง
                5. เวลาที่ท่านถูกบีบให้ออกจากงานหรือถูกกีดกันให้ออกจากงานที่ตนกำลังทำอยู่ ให้คิดเสียว่า เป็นเรื่องธรรมดา ทุกสิ่งในโลกนี้ มี เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เพราะหากว่าเราไม่ถูกให้ออกตั้งแต่วันนี้ วันข้างหน้าเราก็ต้องถูกให้ออกอยู่ดีในวันเกษียณอายุ เมื่อท่านคิดได้เช่นนี้ ท่านก็จะสามารถยืนหยัดต่อสู้ เข้มแข็ง ได้ยิ่งกว่าเดิม
                6.เมื่อเจอกับเพื่อนร่วมงานทรยศหักหลังหรือเจอเจ้านายกลั่นแกล้ง จงให้อภัยแก่เขา จงบอกกับตัวเองว่า เรายังมีเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายที่ดีๆ อีกหลายคน จงคิดว่าเป็นกรรมเก่าที่เราเคยติดค้างเขาไว้ และดีใจที่เราได้ชดใช้เขาแล้ว ไม่ควรผูกใจโกรธ เพราะเมื่อท่านมีความรู้สึกโกรธจะเป็นผลร้ายต่อตัวท่าน ยิ่งกว่าเป็นผลร้ายต่อคนที่ท่านโกรธหลายเท่า จงเรียนรู้ที่จะให้อภัย
                7.เวลาเจอปัญหาต่างๆมากมาย ที่ทำให้ท่านต้องตัดสินใจ ขอให้ท่านคิดว่า ปัญหามี สติปัญญาเกิด การมีปัญหาทำให้เราได้ใช้ สติปัญญา วิเคราะห์ เรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังทำให้เราได้พัฒนาความคิดของเราเองอีกด้วย
                8.เมื่อเจอเจ้านายที่เก่ง จงเรียนรู้การทำงานและแนวความคิดของเขา แล้วนำมาปรับปรุงใช้ในงานของตนเอง จงหาแบบอย่างที่ดีๆ เพื่อนำมาพัฒนาการทำงานและแนวความคิดของตน
                9.เมื่อเจอเจ้านายที่บ่น เจ้าระเบียบ จู้จี้จุกจิก น่ารำคาญใจ ให้คิดเสียใหม่ว่า นี่คือช่วงเวลาที่จะทำให้เราได้เกิดการฝึกฝนตนเอง ฝึกความอดทน ฝึกจิตใจของเราเอง
                10.หลักการทำงานที่ดีควรยึดหลักคำสอนเรื่องอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ มีความรักในงานที่ตนทำ ,วิริยะ มีความพากเพียรในงาน ,จิตตะ ความเอาใจใส่ในงาน และวิมังสา คือการไตร่ตรองใคร่ครวญในผลงานที่ออกมา
                11.ฝึกฝนตนเองให้เป็นคนขยันขันแข็งในการทำงาน ความขยันไม่ได้หมายถึงการหักโหมทำงานหนักในช่วงแรก
แล้วหยุดพักในเวลาต่อมา แต่หมายถึง มีความสม่ำเสมอในการทำงาน ไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์  ความขยันพากเพียร คือ การทำไปที่ละน้อยตามกำลังของตน แต่ไม่หยุด ดังคำพูดที่ว่า “น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน”
               

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ถ้าอยากเป็นเศรษฐีมิควรเป็นลูกจ้าง


ถ้าอยากเป็นเศรษฐีมิควรเป็นลูกจ้าง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                จากคำกล่าวที่ว่า “ ถ้าอยากเป็นเศรษฐีมิควรเป็นลูกจ้าง” เป็นคำกล่าวของชาวจีนในอดีตที่ได้สอนลูกหลาน มิได้มีเจตนาที่จะดูถูกคนที่เป็นลูกจ้างแต่อย่างใด แต่เป็นคำพูดที่มีความเป็นจริงมากทีเดียว เนื่องจากการเป็นลูกจ้างเราจะได้รับเงินเดือนประจำที่มีวงเงินที่จำกัดในแต่ละเดือน เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ก็เป็นเงินออม ซึ่งเงินออมดังกล่าวถ้าหากว่าเราต้องการให้เพิ่มเป็นเงินออมก้อนใหญ่ก็คงต้องใช้เวลานานหลายปี
                แต่ตรงกันข้ามกับคนที่ทำธุรกิจการค้าหรือเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งสามารถสร้างเงินหรือความมั่งคั่งร่ำรวยได้อย่างรวดเร็วกว่า อีกทั้งยังไม่มีวงเงินที่จำกัดในแต่ละเดือน เป็นนายของตัวเอง มีความเป็นอิสระ เสรี
                สำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจมักมีคำถามมากมายที่มีคนตั้งคำถาม เช่น
                1.หากว่าเราจะเริ่มต้นทำธุรกิจเราควรจะเริ่มต้นอย่างไร ? ตามความคิดเห็นของกระผม “ ธุรกิจใหญ่เกิดจากธุรกิจเล็ก ”  ดังนั้น เราควรเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆไปก่อนแล้วจึงค่อยขยายตัวให้ใหญ่ยิ่งขึ้น  เราไม่ควรลงทุนทำธุรกิจครั้งแรกด้วยเงินลงทุนที่มากจนเกินตัวหรือลงทุนทำธุรกิจให้ใหญ่จนเกินตัว เพราะแทนที่จะประสบความสำเร็จอาจทำให้ล้มเหลวได้ เพราะกระผมเชื่อเรื่องของวิวัฒนาการ กล่าวคือ ธรรมชาติมักก่อกำเนิดสิ่งต่างๆโดยเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆแล้วค่อยเจริญเติบโตขึ้นเป็นลำดับ เช่น การปลูกต้นไม้ , การเลี้ยงสัตว์ หรือแม้กระทั่งการเจริญเติบโตของมนุษย์ ก็จะต้องมีวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่และวัยชรา  จงเริ่มต้นจากการทำธุรกิจเล็กๆแล้วขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ธุรกิจของท่านก็จะมีการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน
                2.เราควรเริ่มต้นทำธุรกิจอะไรดี ? ตามความคิดของกระผม เราควรเริ่มต้นทำธุรกิจที่เรามีความรัก ความชอบ ในธุรกิจนั้น ตัวอย่าง หลายๆคนชอบทำอาหาร ท่านก็สามารถพัฒนาฝีมือการทำอาหาร ศึกษาระบบต่างๆเกี่ยวกับการบริหารงานร้านอาหาร จนสามารถเปิดร้านอาหารได้ , หลายๆคนชอบอ่านหนังสือ ท่านก็สามารถเปิดร้านขายหนังสือหรือร้านเช่าหนังสือหรือเขียนหนังสือขายได้ , หลายๆคนชอบรถยนต์หรือรถแข่ง ท่านสามารถเปิดอู่ซ่อมรถได้ , หลายๆคนชอบจัดสวนตกแต่งสวน ท่านสามารถเปิดบริการจัดตกแต่งสวนได้ ฯลฯ
                3.เราจะมีวิธีการใดที่ช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจได้ ? สำหรับวิธีลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจที่ดี กระผมขอเสนอว่า หากว่าท่านมีทุนน้อย ท่านควรไปเป็นลูกจ้างของกิจการที่ท่านสนใจจะทำก่อน เช่น หากว่าท่านต้องการเปิดร้านอาหารแต่ท่านไม่มีเงินลงทุน ท่านควรไปสมัครเป็นลูกจ้างของร้านอาหารในประเภทที่ท่านต้องการเปิดก่อน ทั้งนี้ท่านสามารถเรียนรู้ระบบงาน อีกทั้งยังได้เงินเดือน เพื่อนำไปสะสมเป็นเงินลงทุนในการเปิดร้านอาหารอีกด้วย หรือ หากว่าท่านต้องการเปิดร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ แต่ท่านมีเงินทุนจำกัด ท่านควรไปสมัครเป็นลูกจ้างร้านซ่อมจักรยานยนต์เพื่อเรียนรู้งาน เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ในการซ่อมรถจักรยานยนต์ เมื่อท่านมีประสบการณ์และเงินทุนพอ ท่านก็สามารถเปิดร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ได้ในอนาคต ฯลฯ
                4.การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันมีเครื่องมือใดช่วยเหลือบ้าง?  มีครับ มีมากเสียด้วย ในความคิดเห็นของกระผมการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ทำได้ง่ายกว่าในอดีต อีกทั้งยังใช้เงินลงทุนที่น้อยลง แหล่งเงินทุนหรือแหล่งเงินกู้ต่างๆก็มีมาก เทคโนโลยีต่างๆ ก็ทันสมัยขึ้น เช่น ในอดีตโอกาสที่เราจะทำธุรกิจประเภท วิทยุหรือโทรทัศน์ นั้นมีน้อยมาก แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เราสามารถเปิดสถานีวิทยุชุมชนหรือวิทยุดาวเทียม ด้วยต้นทุนที่น้อยกว่าในอดีต
                ดังนั้น หากว่าท่านต้องการเป็นเศรษฐี ท่านควรเริ่มต้นทำธุรกิจ จากธุรกิจเล็กแล้วจึงขยายไปใหญ่ , ควรเริ่มต้นทำธุรกิจที่ท่านชอบหรือรัก , หากไม่มีทุนท่านควรไปเป็นลูกจ้างเขาก่อนเพื่อหาประสบการณ์และสะสมเงินทุน และท่านควรหาเครื่องมือช่วยเพื่อทำให้ธุรกิจของท่านสามารถดำเนินไปด้วยความสะดวกขึ้น    
                สำหรับ ท่านที่เป็นลูกจ้าง กระผมยังไม่แนะนำให้ลาออกจากงาน ท่านควรทำธุรกิจเพื่อเป็นงานอดิเรกหรือเพื่อเสริมรายได้หลักก่อน ถ้าหากว่าท่านทำแล้วมีรายได้มากพอ ท่านก็สามารถลาออกจากการเป็นลูกจ้างเพื่อมาทำธุรกิจของตนเองได้อย่างเต็มตัว