วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การสร้างทีมให้ยิ่งใหญ่

การสร้างทีมให้ยิ่งใหญ่
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                ทำไมถึงต้องมีการทำงานเป็นทีม เพราะการทำงานคนเดียวไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ เพราะการทำงานคนเดียวมีข้อจำกัดมากมาย การทำงานคนเดียวเหมาะสำหรับการที่จะประสบความสำเร็จในเป้าหมายเล็กๆ แต่หากต้องการประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เราจึงต้องทำงานกันเป็นทีม
                หากเปรียบเทียบระหว่างช้างกับมดป่า ช้างตัวโตมีพลังและกำลังมากมายมหาศาล แต่ถ้า มดป่ารวมกันเป็นฝูงใหญ่ ช้างนั้นก็ต้องกลัวมดป่าฝูงใหญ่เช่นกัน
                ปลวก ปลวกเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ แต่ปลวกสามารถสร้างจอมปลวกอันเข้มแข็งใหญ่โตเท่าภูเขาลูกเล็กๆขึ้นมาได้ ซึ่งจอมปลวกสามารถทนต่อลมฝน อีกทั้งพายุไม่สามารถจะทำลายลงได้ ทั้งนี้เพราะเหตุใด  ก็เพราะปลวกเป็นสัตว์ตัวเล็กที่รู้จักช่วยเหลือกัน  รู้จักความสามัคคี ทำงานกันเป็นทีม และมีความรู้สึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ของมัน
ฟิช! ()า ฏิหาริย์แห่งความสำเร็จ พัฒนาความสุขให้ชีวิต เป็นหนังสือที่บ่งบอกเรื่องของการทำงานในตลาดปลา ซีแอตเติล ให้ประสบความสำเร็จซึ่งพูดถึงเรื่องของ การใส่ใจในบริการ การเลือกใช้ทัศนคติ เล่นให้เป็นงาน สร้างสรรค์วันดี และอีกปัจจัยหนึ่งในการทำงานได้ประสบความสำเร็จก็คือการทำงานเป็นทีมนั่นเอง  ตลาดปลาในซีแอตเติลถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าเรียนรู้ อีกทั้งยังมีผู้คนจากหลายประเทศไป ศึกษาและดูงาน  
นิ้วหนึ่งนิ้วจะไม่มีพลัง แต่ถ้านิ้วมีห้านิ้วร่วมกันเป็นมือ มือนั้นก็จะทำอะไรได้หลายอย่าง เช่นกัน คนหนึ่งคนก็เหมือนกับนิ้วหนึ่งนิ้ว แต่ถ้ามีคนห้าคนรวมกันก็จะทำอะไรได้มากมาย ถ้าท่านลองเปิดร้านอาหาร ท่านจะสามารถทำงานคนเดียวได้หรือไม่ แต่หากท่านมีคนห้าคนช่วยกันทำงานเป็นทีม การเปิดร้านอาหารก็จะทำงานได้ง่ายขึ้นและประสบความสำเร็จมากกว่าการทำงานเพียงคนเดียว
             หลักพุทธศาสนากับการทำงานเป็นทีม สังคหวัตถุ 4 อันได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา
ทาน คือ การให้ การเสียสละ การแบ่งปัน ช่วยเหลือกันในทีม
ปิยวาจา คือ การกล่าววาจาที่สุภาพ อ่อนหวาน ไม่พูดเสียดสี ไม่พูดว่ากล่าวให้ร้ายกันในทีม ไม่พูดหยาบคาย มีการชมเชยกันในทีมด้วยความจริงใจ
อัตถจริยา คือ การบำเพ็ญตนช่วยเหลือกันในทีม ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
 สมานัตตตา คือ การวางตนให้เหมาะสม มีความเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มีความร่วมทุกข์ ร่วมสุข ใน ทีมงาน  
การประชุมทีมมีความสำคัญมากในการทำงานร่วมกัน ควรต้องมีการสื่อสารร่วมกันในทีมงาน โดยมีการประชุมอย่างสม่ำเสมอ มีการปรึกษาหารือปัญหาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน  การประชุมจะทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกันในทีมงาน  มีการตัดสินใจร่วมกัน
การออกกฎเกณฑ์ในการทำงานเป็นทีมก็มีความสำคัญ เราจะเห็นว่าการทำงานร่วมกันเป็นทีมต้องทำงานกับคนอื่น ไม่ได้ทำงานคนเดียว ดังนั้น ก่อนทำงานเป็นทีมควรประชุมกันเพื่อหารือกฏเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน เสียก่อนแล้วจึงนำไปปฏิบัติร่วมกัน จะทำให้ปัญหาในการทำงานลดน้อยลง

ผู้นำทีมมีความสำคัญกับอนาคตของบริษัท Jack Welch  ประธานกรรมการบริหารสูงสุดของ GE  เป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลงในเชิงบริหารงาน มีอยู่ช่วงหนึ่ง Jack Welch ได้เรียกประชุมพนักงาน แล้วทำการแบ่งกลุ่มให้เป็นทีม ซึ่งแต่ละทีมจะมีคนอยู่ทำงานร่วมกัน 10 คน และให้แต่ละทีมนำเสนอโครงการต่างๆเพื่อพัฒนาบริษัท แล้วเขาก็พิจารณาโครงการต่างๆนั้น เมื่อผ่านก็จะอนุมัติให้ผู้บริหารและทีมงานนำไปปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จ หากประเมินแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็จะถูกลดเงินเดือนหรือบางคนอาจถูกปลดออกจากงาน ฉะนั้นวิธีการนี้ทำให้บริษัท GE พัฒนาได้อย่างรวดเร็วกว่าบริษัทอื่นๆ
สรุป ปัจจัยที่จะสร้างทีมให้ยิ่งใหญ่มีอยู่หลายปัจจัย เช่น ตัวผู้นำ ตัวผู้ร่วมทีมงาน กฎระเบียบในการทำงานร่วมกัน การประชุมหรือการสื่อสารภายในทีม การสร้างเป้าหมายของทีม การสร้างทัศนคติให้กับทีมงาน ฯลฯ



วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การจัดการเวลา

การจัดการเวลา
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
                        เวลาเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ที่ใช้ในการดำรงชีวิตและการทำงาน เมื่อเรามาวิเคราะห์การใช้เวลา เราจะเห็นได้ว่า เรามักเสียเวลาไปกับการนอน การทำงาน การเดินทาง การกิน การพักผ่อน ฯลฯ
                เคยมีคนศึกษาการใช้เวลาของคนไทย โดยมีอายุเฉลี่ย 72 ปี คนไทยโดยเฉลี่ยมักใช้เวลาไปกับการนอนถึงวันละ 8 ชั่วโมง ( นอน 24 ปีหากคิดจากอายุเฉลี่ย 72 ปี) , ทำงาน 6 ชั่วโมง( ทำงาน 18 ปีหากคิดจากอายุเฉลี่ย 72 ปี) ,เดินทาง 3 ชั่วโมง(เดินทาง 9 ปีหากคิดจากอายุเฉลี่ย 72 ปี) ฯลฯ
                ฉะนั้น หากเราสามารถปรับปรุงการใช้เวลาหรือหากเรามีการจัดการเวลาที่ดี ก็จะทำให้เราสามารถทำงานได้มากขึ้น สร้างผลงานต่างๆให้กับโลกได้มากขึ้น เช่น เราสามารถลดจำนวนเวลาในการนอนจากเฉลี่ยนอนวันละ 8 ชั่วโมง เราอาจลดเหลือ 7 ชั่วโมง ก็จะทำให้เราสามารถมีเวลาเหลืออีก 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือมีเวลามากกว่าคนอื่นถึง 3 ปีหากคิดจากอายุเฉลี่ย 72 ปี
                หากจะพิจารณาว่าสิ่งที่เป็นปัจจัยในการใช้เวลาของคนเรา อาจมีอยู่ 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ 1.ตัวเราเอง 2.ผู้อื่นและ3.สิ่งแวดล้อม แต่ปัจจัยที่ทำให้การจัดการเวลามีประสิทธิภาพหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเราเองถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมมีส่วนแค่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การจัดการเวลาที่ดีควรเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน
นักจัดการเวลาที่ดีควรจัดเวลาโดยการแบ่งเวลาให้เป็นระบบระเบียบ เช่น นักเขียนที่ประสบความสำเร็จหรือนักเขียนมืออาชีพมักจะมีการจัดตารางเวลาในการเขียน นักเขียนบางคนเริ่มต้นเขียนตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็น เขาก็จะปฏิบัติตามทุกวันจนเคยชินและเป็นนิสัย
จังหวะเวลามีความสำคัญ กล่าวคือต้องรู้ว่าอะไรควรทำก่อน อะไรควรทำทีหลัง เช่น การต้มถั่วเขียวต้องเอาตัวถั่วเขียวใส่น้ำแล้วต้มจนเม็ดถั่วแตกก่อนแล้วใส่น้ำตาลลงไป กล่าวคือ ต้องรู้ว่าอะไรควรใส่ก่อน อะไรควรใส่ทีหลัง แต่ถ้า ใส่น้ำตาลก่อนแล้วใส่ถั่วเขียว จะปรากฏว่าเม็ดถั่วเขียวไม่ยอมแตก ทำให้เสียเวลาเปล่า
อยากทำอะไรให้รีบทำ ไม่ควรนึกฝันแล้วไม่ลงมือทำ  เคยมีลูกศิษย์ของผู้เขียน เคยถามผู้เขียนว่า เขามีโอกาสไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา เพราะพ่อแม่มีฐานะอีกทั้งมีญาติอยู่ที่สหรัฐอเมริกา สามารถช่วยเหลือและให้คำแนะนำต่างๆได้ แต่ในปัจจุบันเขาทำงานในหน่วยงานเอกชนแห่งหนึ่งใน กรุงเทพฯ จะลาออกไปเรียนต่อหรือทำงานต่อดี ผู้เขียนจึงแนะนำว่า เธอควรไป ถ้าเธออยากไป และถ้าหากเธอไม่อยากไปเธอก็ควรไป สรุปผู้เขียนพยายามพูดหว่านล้อมให้เขาไปเรียนเนื่องจาก เราควรลงมือตัดสินใจทำถ้ามีโอกาส ถ้าหากปล่อยเวลาเนิ่นนานต่อไป โอกาสนั้นอาจจะไม่กลับมาหาอีกก็ได้ ในที่สุด ลูกศิษย์ของผู้เขียนตัดสินใจไป  เรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา 2 ปี แล้วกลับมาทำงานที่บริษัทอีกแห่งหนึ่งที่ กรุงเทพฯ เป็นบริษัทมหาชน โดยเขาได้รับเงินเดือนถึงหกหลักเลยทีเดียว
การจัดการเวลาที่ดีควรมีการวางแผนและประเมินหรือควบคุมแผนที่วางไว้  เช่นมีเครื่องมือ Diary ,ตารางเวลา,ใบงาน , สมุดบันทึก ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนอาจใช้เครื่องมือหรือมีวิธีการในการจัดการเวลาที่ต่างกัน โดยไบรอัน เทรซี่(นักพัฒนาศักยภาพของมนุษย์) เคยกล่าวไว้ว่า ทุกๆ นาทีที่ใช้ในการวางแผนจะประหยัดเวลาได้มากถึง 10 นาที ฉะนั้นหากคุณใช้เวลาวางแผน 10 นาที คุณจะประหยัดเวลาได้ตั้ง 100 นาที หรือ 1 ชั่วโมงกับ 40 นาที เลยทีเดียว
สำหรับการจัดการเวลาของผู้เขียน ผู้เขียนมักมีเครื่องมือที่ใช้  กล่าวคือ มี Diary 1 เล่ม มีสมุดบันทึก มีกระดาษเปล่า A4  โดยทุกๆคืน ผู้เขียนจะมานั่งวางแผนโดยคิดวางแผนเป็นแผนรายปี ทุกปีต้องมีเป้าหมายที่จะต้องทำให้สำเร็จ โดยมี Diary พกติดตัวเป็นประจำ ถ้ามีงานใหม่ๆ เข้ามาก็จะบันทึกลงไปว่าต้องทำอะไรในวันไหน สำหรับสมุดบันทึกใช้บันทึกข้อความต่างๆ ที่อ่านพบแล้วรู้สึกประทับใจก็จะบันทึกไว้ เพื่อเป็นข้อมูลในการเขียนหนังสือต่อไป สำหรับกระดาษเปล่า A4 ทุกคืน ผู้เขียนจะมานั่งวางแผนว่าจะทำอะไรในวันพรุ่งนี้โดยเรียงลำดับจาก 1-15 และหมายเหตุลำดับว่าอะไรต้องทำก่อนทำหลัง พอถึงวันพรุ่งนี้ก็ทำตามลำดับในกระดาษ A4 ที่ได้วางแผนไว้ เมื่อลำดับไหนทำเสร็จก็จะขีดฆ่า และเมื่อมีอะไรจะต้องทำในวันพรุ่งนี้หรือวันนี้ ก็จะเขียนลงในตอนท้ายของกระดาษ A4
                ทั้งนี้การจัดการเวลาเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์ กล่าวคือ สามารถเรียนรู้ได้ สามารถนำไปปฏิบัติ บางหลักการคนอื่นนำไปใช้แล้วได้ผล แต่บางคนอาจจะไม่ชอบ เราก็สามารถเลือกวิธีการวางแผนหรือเลือกใช้เครื่องมือในการวางแผนตามที่เราถนัดหรือชอบได้ แต่ทั้งนี้ถ้าอยากให้ได้ผลเราก็ควรที่จะปฏิบัติตามและลงมือทำอย่างตั้งใจ ทำจนเป็นนิสัยถึงจะประสบความสำเร็จในเรื่องของการจัดการเวลา